Friday, January 23, 2026

4 วิธีเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยพลังแห่งการรักตัวเอง

เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะทั้งด้านสุขภาพ การเงิน การงาน หรือความสัมพันธ์ และหนึ่งในวิธียอดฮิตที่เป็นกระแสไปทั่วโลกตอนนี้คงหนีไม่พ้นการ ‘Manifest’ ที่หลายคนอาจมองว่าสิ่งนี้คือการเพ้อฝัน หรือการคิดไปเองข้างเดียว แต่ในความเป็นจริงนั้น การ Manifest คือการใช้พลังความคิด จินตนาการ ความเชื่อ และการลงมือทำ เพื่อดึงดูดให้เป้าหมายหรือความปรารถนาให้เป็นจริง ต่อให้ปีที่ผ่านมาคุณจะละเลยตัวเองไปบ้าง หรือรู้สึกว่าไฟในตัวเริ่มหมดลง วันนี้เราจึงอยากชวนคุณมาเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างการกลับมารักและใส่ใจตัวเอง เพราะความรักที่มีให้กับตัวเองนี่แหละ คือจุดกำเนิดของพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายอื่นๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น

เมื่อคุณเริ่มดูแลตัวเองอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับผิว การหาเวลาไปทำสปาเพื่อผ่อนคลายจิตใจ หรือแม้แต่การขอบคุณตัวเองหน้ากระจกในทุกๆ เช้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่บิวตี้รูทีน แต่คือการบอกตัวเองว่า ‘ฉันคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด’ และเมื่อใจคุณปักหมุดความเชื่อนี้อย่างแน่วแน่ คุณจะพบว่าพลังงานดีๆ และความมั่นใจจะเริ่มส่งผลต่อการงานที่ก้าวหน้า ความสัมพันธ์ที่ราบรื่น และโอกาสดีๆ ที่จะถูกดึงดูดเข้ามาหาคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการ Manifest ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่โตเสมอไป เพียงแค่เชื่อและลงมือทำ สิ่งนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้!

Mirror Talk

การ Mirror Talk หรือการคุยกับตัวเองหน้ากระจก คือหนึ่งในวิธีการ Manifest ที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างตอนทาสกินแคร์หรือแต่งหน้าในตอนเช้า ลองมองตัวเองให้ชัด ไม่ใช่เพื่อหาจุดบกพร่อง แต่เพื่อมองตัวเองว่า ‘นี่คือตัวฉัน’ จากนั้นพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เหมือนพูดกับคนที่รัก คำพูดไม่จำเป็นต้องสวยหรู แค่เป็นความจริงที่คุณอยากย้ำกับตัวเอง เช่น การขอบคุณร่างกาย การให้กำลังใจ หรือการยืนยันว่าคุณคู่ควรกับสิ่งดีๆ

“ฉันขอบคุณที่พาตัวเองมาจนถึงวันนี้”

“ฉันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่เป็นตัวเองก็พอแล้ว”

“ฉันคู่ควรกับความรัก โอกาส และสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา”

เมื่อทำซ้ำทุกๆ วัน ความคิดของคุณจะค่อยๆ เปลี่ยน พลังงานดีๆ จากภายในจะออกมาสุ่ทางบุคลิก ความมั่นใจอย่างไม่น่าเชื่อ

Digital Detox

สิ่งที่เราเลือกเสพในแต่ละวัน ล้วนส่งผลต่อพลังงาน ความคิด และความรู้สึกโดยที่เราไม่รู้ตัว การทำ Digital Detox จึงไม่ใช่การตัดขาดโลกภายนอก แต่คือการเลือกอยู่กับสิ่งที่แมตช์กับไวป์ของเราในช่วงเวลานั้น เราสามารถกด Unfollow, Unfriend หรือ Mute ใครบางคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เพราะนั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ หรือของเขา เพียงแค่จริต ความคิด หรือพลังงานในตอนนี้อาจไม่ตรงกัน แม้จะเป็นเพื่อนหรือคนที่เคยสนิท เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์บางอย่างก็อาจค่อยๆ จางลงได้ตามกาลเวลา การทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราเกลียด หรือไม่ชอบกัน เพียงแค่ในตอนนี้ไวป์ของเราไม่ตรงกันเท่านั้น แม้แต่แอคเคาต์ที่เราติดตามแล้วเกิดการเปรียบเทียบกับตัวเอง จนรู้สึกด้อยค่า หรือเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเราไม่เป็นอย่างเขาบ้าง หรือรู้สึกอิจฉาในสิ่งที่เราไม่มี สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณว่าพลังงานที่เราได้รับอาจไม่ส่งผลดีกับใจในช่วงเวลานี้ การเลือกตัดสิ่งเหล่านี้ออกจากหน้าฟีดไม่การที่เราจะยอมแพ้กับตัวเอง แต่คือการที่เรารู้จักปกป้องตัวเองอย่างมีสติ

เพราะหากเรายังคงเปิดรับพลังงานที่ไม่ดี เกิดการเปรียบเทียบ หรือเสพคอนเทนต์ที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง การ Manifest ก็ยากที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จิตใจยังวนเวียนอยู่กับความรู้สึกลบ การเลือก Unfollow จึงไม่ใช่การปฏิเสธใคร แต่คือการหันกลับมาดูแลตัวเอง เปลี่ยนพื้นที่ในฟีดที่เราเสพให้เต็มไปด้วยสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ

Intentional Beauty

เคยสังเกตไหมว่า หลายครั้งความคิดดีๆ มักเกิดขึ้นในห้องน้ำ นั่นเพราะที่แห่งนี้คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อย คุณได้อยู่กับตัวเองโดยไร้สิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะการอาบน้ำ คุณเริ่มรู้สึกผ่อนคลายลง สมองจึงเปิดโล่ง ความคิดสร้างสรรค์และคำตอบบางอย่างจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ลองมอบเวลาให้กับตัวเองสักหนึ่งวันต่อสัปดาห์เพื่อเป็นการอาบน้ำใหญ่ เสมือน ‘Big Cleaning Day’ วันที่การอาบน้ำมิใช่เพียงแค่กิจวัตรประจำวัน หากแต่เป็น Ritual แห่งการดูแลตัวเองที่คุณจะได้ชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจอย่างล้ำลึกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเสมือนได้สปาอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการสระผม ทำความสะอาดผิวพรรณ ไปจนถึงการสครับผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และคุณจะรู้สึกราวกับว่าได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

พร้อมกันนั้นจิตใจก็จะได้รับการปรบนิบัติตามมาด้วย เมื่อความเหนื่อยล้า ความตึงเครียด และพลังงานที่ไม่จำเป็นถูกชะล้างออกไป คุณรู้สึก ‘คลีน’ ทั้งภายนอกและภายใน ความรู้สึกเบาสบาย ความคิดที่ปลอดโปร่ง และพลังงานดีๆ จึงค่อยๆ เข้ามาแทนที่ นี่คือการ Manifest โดยเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการอาบน้ำ แต่กลับส่งผลต่อความรู้สึก ความคิด และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

Sleep as a manifest tool

การนอนมิใช่เพียงการพักผ่อนร่างกายเท่านั้น หากแต่เป็นเสมือนพลังวิเศษแห่งการทำให้สิ่งที่คุณปรารถนาหรือเป้าหมายที่กำลังมุ่งไปเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ความอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นในสภาวะ REM Sleep สภาวะที่คุณ ‘ฝัน’ ในห้วงเวลาที่จิตใต้สำนึกเปิดกว้าง จิตใจจะเริ่มประมวลผลข้อมูลและอารมณ์จากวันนั้น พร้อมค่อยๆ หลอมรวมสิ่งที่คุณปรารถนาไว้ให้หยั่งรากลึกลงในตัวตน

ก่อนเข้านอน ลองทำสมาธิให้จิตใจสงบลง นึกถึงเป้าหมายของคุณ และส่งสัญญาณบวกสู่จิตใต้สำนึก เมื่อคุณเริ่มผ่อนคลายลง สมองค่อยๆ ปรับเข้าสู่โหมดของการพักผ่อน ความง่วงเข้ามาแทนที่ และนำคุณสู่การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ จนคุณได้เข้าสู่สภาวะของการหลับลึกที่ร่างกายจะได้ฟื้นฟู มาจนถึงสภาวะ REM Sleep ที่คุณจะ ‘ฝันดี’ และส่งผลต่อจิตใจในทางบวก

ยามตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ราวกับได้รีเซ็ตตัวเองใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและพลังบวก ปล่อยวางความรู้สึกเชิงลบจากเมื่อวาน เปิดพื้นที่ให้สิ่งที่ได้ Manifest ไว้ค่อยๆ ดึงดูดเข้ามา

Text: Phatchara Limsakul, Jidapa Kumkam

Latest Posts

Don't Miss