จาก Dunkirk, Oppenheimer ถึง The Odyssey บาดแผลสงครามที่สะท้อนผ่านหนัง Christopher Nolan

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของผู้กำกับมือฉมังการันตีด้วยรางวัลออสการ์อย่าง Christopher Nolan กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี The Odyssey นั้นปลุกกระแสให้โรงภาพยนตร์ทั่วทุกหนทุกแห่งทั่วโลกคึกคักอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงภาพยนตร์ IMAX (ดังที่มีรายงานข่าวว่า โรงภาพยนตร์ IMAX 70mm ในหลากมุมทั่วโลก ไม่ว่าจะนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส หรือลอนดอน ก็ถูกจับจองจนหมดเกลี้ยงยาวไปถึง 2 เดือนข้างหน้า) ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ หน้าของเขา ไม่ว่าจะ Oppenheimer, Dunkirk และอีกมากมาย

แต่นอกจากการขนทัพนักแสดงระดับเอลิสต์, เทคนิคการถ่ายทำขั้นสูงที่พยายามเลี่ยงการใช้ CG ให้ได้มากที่สุด และต้นทุนการสร้างอย่างมหาศาลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทั้งสามเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าตัวเอกของเขาจะเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตร, นักฟิสิกซ์ทฤษฎี หรือแม้แต่วีรบุรุษในบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณเมื่อ 3000 ปีก่อน นั่นคือการสะท้อนว่า ท้ายที่สุดแล้ว สงครามไม่เคยให้อะไรแก่ใครเลย บาดแผลและผลกระทบต่อจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นปรากฏทั้งในสนามรบ เมื่อสงครามจบ ตลอดจนการเดินทางกลับบ้าน ช่างเข้ากับสถานการณ์โลกในปัจจุบันเสียจนไม่อยากปล่อยผ่าน แอลจึงขอพาคุณมาสำรวจความเจ็บปวดทั้งหลายที่ซุกซ่อนอยู่ในหนัง 3 เรื่องล่าสุดของ Christopher Nolan ไปพร้อมๆ กัน

The Odyssey – ชัยชนะของสงครามที่ตามมาด้วยการสูญเสีย

ทันทีที่รู้ว่า Christopher Nolan เลือกหยิบ The Odyssey มาเล่าผ่านเทคนิกการถ่ายทำ IMAX แบบใหม่ล่าสุดก็ชวนให้คอหนังตื่นเต้นกันแล้ว ดังที่ทราบกันดีว่าผลงานนี้เป็นดั่งรากฐานสำคัญต่องานวรรณกรรมตะวันตกยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าบทประพันธ์กรีกที่ถูกเขียนเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาลนี้จะสะท้อนภาวะสงครามที่ไม่เคยจางหายไม่จากมวลมนุษย์เลย เมื่อเส้นทางกลับบ้านของผู้ชนะสงคราม นำทัพโดยวีรบุรุษนาม โอดีซุส ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคจนเวลาล่วงเลยไปถึง 10 ปี ซึ่งแท้จริงแล้ว อสูรกายต่างๆ ที่มาล่อลวงเหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘บาดแผลทางใจของทหารผ่านศึก’ ที่ยังคงตามหลอกหลอนเหล่านักรบ

ตลอดการรับชม เราจะได้ยิน ‘กฎแห่งซุส’ ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ว่าด้วยการที่เราต้องต้อนรับแขกแปลกหน้าทุกคนที่มาเยือน เพราะอาจจะเป็นเทพองค์ใดจำแลงกายลงมาก็ได้ ถือเป็นกุศโลบายให้มนุษย์ตัวจ้อยอย่างเรารักใคร่ปรองดองกัน ทว่ากฎที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์นี้กลับถูกทลายลงด้วย ‘สงคราม’ และผลพวงก็ตามมาในรูปแบบการสูญเสียทั้งสหายร่วมรบ โครงสร้างครอบครัวและสังคมที่รอคอยข้างหลังก็พังทลาย แม้กระทั่งดวงวิญญาณที่ไม่อาจหลีกหนีผลกระทบในครั้งนี้ได้ จนเห็นภาพชัดว่า สงครามไม่เพียงส่งผลร้ายต่อผู้พ่ายแพ้เท่านั้น หากแต่ปลายทางผู้ชนะเองก็ยังต้องแลกด้วยการสูญเสียไม่จบสิ้น

Oppenheimer – ตราบาปจากความสำเร็จ และผลกระทบระดับโลกาภิวัตน์

ตามมาด้วย Oppenheimer ภาพยนตร์ชีวประวัติของ J. Robert Oppenheimer นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกันผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’ กับเรื่องราวหลังจากเขานำฟิสิกส์ควอนตัวเข้ามาสู่สหรัฐอเมริกา นำไปสู่การทาบทามให้เข้าร่วมปฏิบัติการลับอย่างโครงการแมนฮัตตันเพื่อสร้างขีปนาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงสุดที่ครั้งหนึ่งมนุษย์เคยสร้างขึ้นมา นั่นคือระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลกในชื่อ Trinity Test

โปรเจ็กต์ที่ได้รับความกดดันมหาศาลนั้นผ่านพ้นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าชัยชนะเหล่านั้นกลับไม่ได้น่ายินดีปรีดาแต่อย่างใด หากแต่นำมาซึ่งความสะพรึงกลัวของชาวโลก เมื่อระเบิดสองลูกนั้นถูกนำไปทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิและคร่าชีวิตของผู้คนนับแสนในพริบตา ซึ่งผลกระทบของโศกนาฏกรรมครั้งนั้นก็ยังตกค้างมาจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งตัวผู้สร้างอย่าง Oppenheimer ก็ยังต้องผจญความรู้สึกผิดและตราบาป นำไปสู่การคัดค้านการพัฒนาอาวุธในช่วงสงครามเย็น ขับขานักการเมืองใหญ่จนถูกสอบสวนและทำลายชื่อเสียง สะท้อนเป็นอย่างดีว่า ท้ายที่สุดแล้ว อาวุธสงครามที่เราสร้าง ก็ย้อนกลับมาทำลายเราด้วยเช่นกัน

Dunkrik – ความหวาดผวาของนายทหาร ที่การกลับบ้านมีค่าเหนือชัยชนะ

ขณะที่ The Odyssey เล่าถึงหัวหน้าทัพผู้ยิ่งใหญ่ และ Oppenheimer กล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์สุดปราดเปรื่อง Dunkrik กลับนำเสนอมุมมองของพลทหารที่มีค่าเพียงหมากตัวจ้อยในยุทธการอพยพหนีตายที่ดันเคิร์กเท่านั้น ภาพความเสียหาย ความตื่นตระหนก และการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากสงครามนั้นถูกเล่าอย่างตรงไปตรงมา หากหนังสงครามปกตินำเสนอภาพการฆ่าฟันศัตรูเพื่อคว้าชัย Dunkrik กลับถอดความโรแมนติกเหล่านั้นทิ้งหมดสิ้น ไม่มีฮีโร่ผู้ทำภารกิจกอบกู้ประเทศชาติ มีเพียงนายทหารที่แท้จริงแล้วอยากหาเลี้ยงปากท้อง อยากหาสถานที่หลบระเบิด และอยากที่จะกลับบ้าน ไม่ต่างกันกับผู้คนในฝั่งตรงข้ามที่ล้วนแล้วแต่เป็นเหยื่อของโครงสร้างอันบิดเบี้ยวด้วยกันทั้งสิ้น ในที่สุด เราก็ได้เรียนรู้ว่า การถอยทัพนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวอย่างที่หวาดหวั่น แต่การรักษาชีวิตเองก็มีความหมายไม่แพ้กัน

Latest Posts

Don't Miss