แฟชั่นโชว์จัดหน้าหอไอเฟลทุกซีซั่น พาวเวอร์สูทไหล่ใหญ่กับไมโครสเกิร์ตทุกคอล แต่ไหงแบรนด์ที่ทำคล้ายเดิมตลอดเวลา กลับเป็นแบรนด์ร้อนที่สุดในโลกแฟชั่น
นี่ไม่ใช่คำยกย่องเลื่อนลอยต่อ Saint Laurent แต่เป็นบทพิสูจน์ที่ยืนยันได้ด้วยยอดเสิร์ชและยอดซื้อ
1 ทศวรรษที่ Saint Laurent
ภูมิอากาศเกือบเป็นโลกเดือด ภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือดไปแล้ว วงการแฟชั่นโลกก็เดือดไม่แพ้กันในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อมีการละเล่นเก้าอี้ดนตรีกว่า 10 แบรนด์ แต่หลังจากฝุ่นตลบตกตะกอน เราจึงได้เห็นกระทาชายนายหนึ่งยังนั่งสวยๆ บนเก้าอี้ตัวเดิม แบรนด์เดิม อย่างมั่นคงกว่าเดิมเสียด้วย
Anthony Vaccarrello ยังเหนียวแน่นหนึบในปีที่ 10 ในฐานะครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์แห่ง Saint Laurent นับจากคอลเล็กชั่นแรกในปี 2016 อันโทนีซึ่งในเวลานั้นอายุเพียง 28 ปี แต่ต้องรับภาระใหญ่ 2 เด้ง ภาระ #1 ต้องเป็นครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์คนใหม่ของ Saint Laurent ซึ่งเปรียบได้กับแบรนด์สมบัติชาติของชาวฝรั่งเศส อันโทนีซึ่งเคยทำงานกับพ่อใหญ่ Karl Lagerfeld ที่ Fendi และแม่ใหญ่ Donatella Versace ที่ Versus – ได้สืบทอดวิญญาณตำนานอีกรายอย่าง Yves Saint Laurent – คงไม่หนักหนานัก
ถ้าเขาไม่ได้ต้อง…
ภาระ #2 ต้องเป็นครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ไม่กี่วันให้หลังจากการจากไปของ Hedi Slimane ที่ทำให้ Saint Laurent เยาว์วัยได้ใจวัยรุ่นสปิริตร็อก
อันโทนีไม่เหลือทางเลือกอื่นใดหากจะทำให้ Saint Laurent ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรุ่งในยุคของเขา
และอันโทนีตัดสินใจถูกที่หลังจาก 2 คอลเล็กชั่นแรก คือ Spring 2017 และ Winter 2017 เขาลด ละ เลิก ลายเซ็นแม่สาว rock chick ของตัวเอง แต่เลือกจะโอบรับความเป็นแบรนด์มรดกที่มีคลังผลงานเป็นกระตั้กให้หยิบมาตีความใหม่ของ Saint Laurent
ว่าแล้วก็เอาความวินเทจมาเล่นเสียเลยสิ!
Yves less, Saint Laurent More
ช่วงหลายปีมานี้ Saint Laurent ข้องเกี่ยวกับภาพยนตร์หลายเรื่อง สุดท้ายถึงขั้นก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเองเสียเลยในนาม Saint Laurent Productions ซึ่งคว้าออสการ์ไปได้ 2 ตัวหลังจากเปิดบริษัทได้เพียง 2 ปีจาก Emilia Pérez
จะว่าไป Saint Laurent Productions คืออวตารนักสร้างหนังของอันโทนี ซึ่งมีทั้งวิชันและวิชวลด้านภาพเต็มๆ มานับตั้งแต่ Spring 2018 คอลเล็กชั่นเปิดศักราชใหม่ของ Saint Laurent อย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากนั้นมา กราฟกำไรของแบรนด์รวมกันแล้วมากกว่า 16,000 ล้านยูโร
อันโทนีตัดสินใจถูกต้องที่สุดเมื่อพา Spring 2018 ไปจัดหน้าหอไอเฟล ฉากหลังที่แพงที่สุด อลังการที่สุด และบ่งบอกความเป็นฝรั่งเศสที่สุด ด้วยชุดที่สุดจะเป็น femme fatale ที่สุด – และนั่นคือทุกอย่างที่ Saint Laurent เคยเป็น เป็นอยู่ และจะเป็นต่อไป
อันโทนีโอบรับมรดกวินเทจที่อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ผู้ก่อตั้งทิ้งไว้ให้ด้วยใจภักดิ์ และจะมีอะไรที่เป็นวินเทจชัดไปกว่าแฟชั่นยุค 80s ยุคแรกที่ผู้หญิงทำงานโชว์พาวเวอร์ผ่านแผ่นรองไหล่ที่ทำให้พวกเธอกลายเป็นผู้หญิงอกสามศอกได้ในพริบตา ขณะเดียวกันก็เซ็กซี่สุดปารีเซียงในไมโครสเกิร์ตที่สั้นจนนั่งไม่ได้ และเดรสซึ่งแทนที่จะปกปิด กลับยิ่งเปิดเผยความเย้ายวนในตัวให้เพ่นพ่าน
Saint Laurent ในยุคอันโทนี วักกาเรลโลจึงนิยามได้ด้วย 4 คำ – ไหล่ ขา ผิว และหอไอเฟล
คาดเดาได้ = ความเชื่อมั่น
ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2025 Lyst Index ประกาศว่าแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคคือแชมป์ใหม่ที่มงลงเป็นครั้งแรกเสียด้วย
Saint Laurent และ Saint Laurent
พร้อมคำอธิบายการขึ้นสู่อันดับ 1 ของ Saint Laurent ว่า ท่ามกลางความลุ่มหลงกับ new และ next เสียเหลือเกินของคนในวงการแฟชั่น แต่ผู้บริโภคกลับมองหาสิ่งตรงกันข้าม
ความคาดเดาได้
แบรนด์ที่ยึดโยงกับดีเอ็นเอกลับทำให้คนซื้อสบายใจได้ว่า แบรนด์รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และรู้ว่าลูกค้าคือใคร
พูดง่ายๆ ว่าคนซื้อชอบแบรนด์ที่ไม่หลงทาง และไม่ปั่นกระแสระยะสั้น
ไม่แปลกใจที่ในโชว์ล่าสุดของ Saint Laurent Women’s Winter 26 ฟรอนต์โรว์ที่แท้ทรูคือส้นสูงสายคาดหลังตระกูล Slingback ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Vendôme, Amalia หรือ Jeanne ที่ชี้หัวแหลมทั้งแถบแถวหน้า (กำจัดภาพ Tribute ส้นสูงแพลตฟอร์มสุดฮิตในยุค 2010s และ Opyum ส้นโลโก้ YSL ในปี 2017) สมแล้วที่เป็นโปรดักต์สุดฮอตติด Top 10 ใน Lyst Index ซึ่งชี้ว่า ยิ่งภูมิรัฐศาสตร์เข้มมากเท่าไร ผู้บริโภคยิ่งมองหาไอเท็มที่คลาสสิกขึ้น ไร้ซีซั่นมากขึ้น ดูน่าเบื่อขึ้น (?!??) หรือเป็นสุนทรียะแนว Borecore
แต่ไม่ใช่ความน่าเบื่อในความหมายเชิงลบที่ทำอะไรซ้ำเดิม เพราะในมุมของบายเออร์ Saint Laurent ในยุคของอันโทนีใกล้เคียงมากกว่ากับคำว่า “ความสม่ำเสมอ” และแน่นอนว่าห่างไกลจากความซ้ำซากเมื่อดูจากสไตล์ของเหล่าเพื่อนพ้องของอันโทนีเอง นับจาก Rosé จนถึง Madonna จาก Kate Moss จนถึง Zoe Kravitz จากเตนล์จนถึงมิ้ลค์ พรรษา
อันโทนีทำให้ Saint Laurent กลายเป็นแอตติจูด ไลฟ์สไตล์ ภาษาทางวัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งไปไกลกว่าแบรนด์ที่ขายรองเท้า Le Loafer กระเป๋า Mombasa หรือแม้กระทั่ง Le Smoking แจ็กเกตตัวนั้นที่สร้างชื่อให้ Yves และ Saint Laurent
แม้รายรับปี 2025 จะลดลง 8% แต่กำไรเท่าเดิมที่ 20% เท่ากับปี 2024 เพราะตลาดลักชัวรีชะลอตัว และแบรนด์เองลดการพึ่งพาช่องทางขายส่งที่มาร์จินต่ำ แต่เน้นขายสินค้ามาร์จินสูงขึ้น เช่น รองเท้าสตรีและเรดีทูแวร์ ควบคู่กับการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะเดียวกันตลาดสำคัญอย่างอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกกลับมาเติบโต ช่วยประคองผลประกอบการโดยรวมให้คงสถานะเป็นพาวเวอร์แบรนด์ด้วยรายรับรวม 2,600 ล้านยูโรได้อยู่ ซึ่งอีกนัยหนึ่งหมายความได้ว่า…
Saint Laurent จะไม่เล่นเกมเก้าอี้ดนตรีไปอีกพักใหญ่
อันโทนี วักกาเรลโล ยิ้มหน่อยเร้ว.
Text: Suphakdipa Poolsap

