สัปดาห์แห่งโอตกูตูร์กลางกรุงปารีสได้วนกลับมาอีกครั้งในฤดูกาล Fall/Winter 2025 พร้อมกับหลากหลายโชว์ที่ทุกคนต่างรอคอย เพราะเป็นทั้งช่วงเวลาที่แบรนด์ต่างๆ จะมาเผยความงามเชิงศิลป์จากจินตนาการใหม่ๆ อันไร้ขีดจำกัดผ่านฝีมือการตัดเย็บชั้นสูง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกถึงมุมมองความคิด สัญญะที่แอบแฝงในผลงานชิ้นเอก ตลอดจนไฮไลต์สำคัญในฤดูกาลนี้ กับการเป็นเวทีเริ่มต้นหรืออำลาของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่เดินทางกับแบรนด์มาอย่างยาวนาน วันนี้แอลจึงได้รวบรวม 5 รันเวย์สุดตราตรึงที่ไม่อาจหยุดพูดถึงได้ในฤดูกาลนี้ จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย
#1 Schiaparelli: Back to the Future
หนึ่งในโชว์ที่สายตาของเหล่าสายแฟต่างจับจ้องเป็นประจำเมื่อสัปดาห์แห่งแฟชั่นกูตูร์มาถึง กับ Schiaparelli ที่ครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์ ‘Back to the Future’ ที่ Daniel Roseberry ได้มอบนิยามไว้ว่า “คอลเล็กชั่นนี้คือเครื่องย้ำเตือนว่า การรำลึกถึงอดีตนั้นจะสูญค่า หากเราไม่อาจมองหาความหมายใดที่จะนำไปสู่อนาคต“ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปมองรากเหง้าของแบรนด์ อย่างการรังสรรค์แฟชั่นประหนึ่งศิลปะเท่านั้น หากแต่ยังหยิบมรดกต่างๆ กลับมาตีความใหม่ มาในซิลูเอตสไตล์บาโรกที่เหนือจริงและเผยขับเน้นเส้นโค้งบนเรือนร่างสตรี ในโทนสีดำ ขาว และเทาเป็นหลัก แต่งแต้มด้วยสีแดงและความแวววับของอัญมณีหลากสีและไข่มุก ไปจนถึงเซรามิกทำมือ




การนำลุคไอคอนิกจากวันวานที่หลายคนเห็นก็ต้องร้อง “อ๋อ!” กลับมาดีไซน์ด้วยเทคนิกใหม่ๆ และสำรวจรูปทรงที่แตกต่างกลายมาเป็นพระเอกหลักของคอลเล็กชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อคลุมปักลวดลาย Apollo of Versailles จากปี 1938 ชุดเดรสปักลายรูปดวงตาที่ชวนให้นึกถึงเข็มกลัด The Eye of Time ตลอดจนสร้อยจิลเวลรี่ทรงหัวใจที่จำลองการสูบฉีดเลือดได้สมจริงจนกลายเป็นไวรัล ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องประดับ ‘The Royal Heart’ เมื่อปี 1953 ด้วยเช่นกัน




#2 CHANEL: Simple but Sophisticated
ด้วยความที่เป็นคอลเล็กชั่นสุดท้ายที่จะถูกรังสรรค์โดยทีมสตูดิโอก่อนก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้การคุมหัวเรือโดย Matthieu Blazy โชว์นี้ของ CHANEL จึงมีความตั้งใจพาเรากลับไปทบทวนจุดเริ่มต้นอันแสนเรียบง่ายทว่าทรงพลังของเมซง อย่างช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่น เมื่อครั้ง Gabrielle Chanel ได้ปลดแอกสตรีจากชุดที่แม้จะใช้ชีวิตยังยาก และมอบอิสระผ่านเสื้อผ้าที่คล่องตัวกว่าเคย จึงทำให้ CHANEL Haute Couture Fall/Winter 2025 มาพร้อมกับซิลูเอตที่หยิบยืนบางส่วนมาจาก menswear เรียบง่าย พลิ้วไหว ให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ




ในเมื่ออยากย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของ CHANEL ก็ต้องไปยังแหล่งแรงบันดาลใจของมาดมัวแซลล์เสียเลยสิ! คอลเล็กชั่นนี้ยังชวนเราจินตนาการถึงชนบทของอังกฤษและที่ราบสูงสกอตแลนด์ ผ่านพาเลตต์สีธรรมชาติ อย่างสีครีม สีงาช้าง สีน้ำตาล สีเขียว สีดำ รวมถึงสีทองของแสงตะวันที่สอดส่อง ตลอดจนการปักลวดลายดอกไม้ และที่สำคัญคือ รวงข้าว สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ที่กาเบรียลแสนหวงแหน ซึ่งปรากฏอยู่ในหลากหลายลุค แม้กระทั่งในมือของเจ้าสาวในลุคสุดท้าย โดยไม่ลืมคงดีเอ็นเอด้วยผ้าทวีดที่ถูกรังสรรค์ผ่านหลากเทคนิก เช่น ถักทอให้เหมือนผ้าถัก หรือผ้าทวีดขนแกะคล้ายหนังแกะ เมื่อรวมกับขกนกก็ลวงตาให้เสมือนขนสัตว์เทียมอีกที





#3 Robert Wun: The Viral Collection
หนึ่งโชว์ที่เป็นไวรัลของครั้งนี้คงหนี้ไม่พ้น Robert Wun Couture Fall 2025 คอลเล็กชั่นที่พลิกแฟชั่นโชว์ให้กลายเป็นบทละครแห่งจิตวิญญาณ ภายใต้แนวคิด ‘Becoming’ หรือการแปรเปลี่ยนตัวตน ผ่านกระบวนการแต่งกายที่ทั้งเจ็บปวด ลุ่มลึก และงดงาม Robert Wun เปิดโชว์ด้วยลุคที่ชวนสะเทือนใจ เคปผ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกปักลายคราบเลือดอย่างประณีต ราวกับบันทึกความบอบช้ำในชีวิตมนุษย์ที่ถูกทำให้กลายเป็นศิลปะ อีกหนึ่งลุคสะดุดตาคือ กระเป๋าทักซิโด้ที่ถูกออกแบบให้โอบรัดร่างกายราวกับเป็นเสื้อผ้าอีกชั้นหนึ่ง ทั้งปั่นป่วนทั้งเปี่ยมความหมาย สะท้อนภาวะที่มนุษย์ต้องแบกรับบทบาทหลากหลายในชีวิต พร้อมด้วยลุคที่ใช้ แขนเทียมประติมากรรม ประดับบนเสื้อคลุม หรือชุดที่ซ้อนทับด้วยโครงสร้างครึ่งตัวเหมือนคนกำลังอยู่ในระหว่างการสวมใส่ ล้วนสะท้อนภาวะ ‘กึ่งกลาง’ ระหว่างการเป็นและไม่เป็น การจริงและการแสร้ง




รายละเอียดเชิงเทคนิคของแต่ละลุคเผยให้เห็นความประณีตระดับโอต์กูตูร์ ทั้งการใช้ผ้าซาติน เคลือบแสงที่ขับกับแสงเวที การปักด้วยลูกปัดละเอียดที่ดูเหมือนหยดน้ำตา ไปจนถึงการใช้โครงสร้าง trompe l’oeil หรือภาพลวงตา เช่น ลุคที่มีเนกไทบิดเบี้ยวอย่างจงใจให้ดูคล้ายกำลังเคลื่อนที่ ลุคเจ้าสาวช่วงท้ายถูกออกแบบให้คลุมผ้าสีชมพูอ่อนบางเบา พร้อมหัวตุ๊กตาจิ๋วที่วางอยู่บนศีรษะ สะท้อนแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมที่วางอยู่บนบ่าโดยไม่รู้ตัว



นี่ไม่ใช่แค่โชว์ที่โชว์ความสวยของเสื้อผ้า แต่คือการใช้เสื้อผ้าเป็น พื้นที่ทางอารมณ์ ที่บอกเล่าความเปราะบางและความกล้าหาญในการเป็นมนุษย์ Robert Wun พาเราเดินทางเข้าไปในความรู้สึกที่เสื้อผ้าเป็นมากกว่าสิ่งที่เราสวม แต่มันคือสิ่งที่เรากำลังต่อสู้ เพื่อจะได้กลายเป็นตัวตนของตัวเราเองอย่างแท้จริง
#4 Balenciaga: 10 Years of Demna
คอลเล็กชั่น Balenciaga 54th Couture Collection นับเป็นคอลเล็กชั่นสุดท้ายในบ้าน Balenciaga ของ Demna ที่รวบรวมความเป็นตัวตนของเขาผสานเข้ากับเทคนิคดั้งเดิมของแบรนด์ ซึ่งตัวเขาเองได้ถ่ายสไตล์อันโดดเด่นตลอดทศวรรษของเขาได้เป็นอย่างดีตลอดมาทั้ง Hourglass tailoring, ชุดโอเวอร์ไซซ์, Puffet Jacket และการเลือกใช้วัสดุเหนือจินตนาการมาอยู่บนรายละเอียดทุกชิ้นงานดั่งเช่นการรังสรรค์ที่เขาตั้งใจมาตลอด 10 ปี เฉกเช่นเดียวกันกับคอลเล็กชั่นนี้ที่ได้ดึงเสน่ห์ความเป็น Demna กลับมาอีกครั้งพร้อมกับสีเรียบง่ายอย่าง สีดำ สีขาว และสีแดง พร้อมชูความโดดเด่นภายในคอลเล็กชั่นด้วยผ้าลายลูกไม้, งานปักประดับหลากสีอย่างลวดลายดอกไม้, ขนนก, หนัง ผสานเข้ากับซิลูเอตล้ำสมัย




และความโดดเด่นของ 54th Couture Collection ในครั้งนี้คือการความร่วมสมัยแต่คลาสสิกของ Balenciaga อย่างสูทโอเวอร์ไซซ์ที่ตัดเย็บแบบ 3D ขยายสัดส่วนให้ดูเกินจริง และสอดแทรกเสื้อผ้าชิ้นเด่น อย่างการเลือกใช้ลายดอกไม้สีสดซึ่ง Demna ได้ตั้งใจรังสรรค์โดยได้รับแรงบันดาลใจมาลายดอกไม้จากปี 1957 พร้อมแมตช์ลายเดียวกันกับกระเป๋าถือ นอกจากนี้เองยังมีลายลูกไม้ Guipure เป็นชุดฟินาเล่แบบไร้ตะเข็บขึ้นทรงด้วยเทคนิคหมวก และลายอื่นๆ อย่างลายตาราง ขนนกประดับ รวมถึงการหยิบสีเด่นๆ ออกมาใช้บนเสื้อผ้าเพียงสีเดียวให้ชวนหยุดมองไม่แพ้กัน


#5 Maison Margiela: The Poetry Of Preservation
หลังจากเกมเก้าอี้ดนตรีของตำแหน่งดีไซเนอร์ได้จบลง Glenn Martens ก็ปรากฏตัวในฐานะผู้กุมบังเหียนคนใหม่ของ Maison Margiela พร้อมเปิดตัว เดบิวต์คอลเล็กชั่น อย่างสง่างามกับโชว์ Artisanal Fall 2025 ที่พาเราดำดิ่งสู่โลกเหนือจริงผ่านงานฝีมือระดับสูง ผสานเข้ากับจินตนาการอันวิจิตรของศตวรรษที่ 17 ท่ามกลางบรรยากาศแบบ Gothic Flanders ซึ่ง Glenn Martens ได้แรงบันดาลใจจากบ้านเกิดของเขาในเมือง Bruges ผลลัพธ์คือคอลเล็กชั่นที่ไม่เพียงถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเสื้อผ้า แต่ยังเปิดเปลือยความทรงจำ ความเก่า และความเปราะบางของกาลเวลาอย่างลึกซึ้ง


หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นและน่าจับตาคือ ‘ชิ้นส่วนพลาสติก’ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิด preservation vs decay ตั้งแต่ลุคเปิดโชว์ที่ปรากฏร่างกายภายใน ‘ถุง garment bag’ ใส ราวกับมนุษย์ถูกเก็บรักษาไว้ในความทรงจำที่หลอมละลาย คอลเล็กชั่นยังเล่นกับเทคนิค trompe l’œil การเพนต์มือ และการใช้วัสดุที่ไม่น่าจะกลายเป็นแฟชั่นได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก ขนนก กระดาษเคลือบ หรือแม้กระทั่งหน้ากากเหล็ก ผลลัพธ์คือการผสมผสานระหว่างกลิ่นอาย Renaissance และ Futurism ที่ทั้งแปลกประหลาดและงดงาม




เหนือสิ่งอื่นใดคือวิธีที่ Glenn Martens ดึงเอารหัสของ Mison Margiela ดั้งเดิมกลับมาสู่เวทีอย่างมั่นใจ พร้อมเติมดีเอ็นเอของตัวเองอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ชุดที่ทำจากหนังรีไซเคิลบีบอัดเป็นเท็กซ์เจอร์คล้ายกำแพงเก่า ไปจนถึงเดรสแมกมาสีทองที่ดูเหมือนกำลังละลายอยู่ใต้แสงไฟ ทุกลุคคือบทกวีที่พูดถึงความงามซึ่งกำลังผุกร่อน และการรักษาความทรงจำเอาไว้ในรูปแบบที่ทั้งลึกลับ เปราะบาง และทรงพลัง


TEXT: Rathatip Khamnurak, Thanayut Wanametin, Tikumporn Chaiyakote

