จากปารีสสู่เซี่ยงไฮ้ Hermès พาเราก้าวเข้าสู่บทที่สองของคอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2025ด้วยการเล่าเรื่องผ่านสถานที่ที่มีชีวิต และรายละเอียดที่ซ่อนความหมาย และการสไตลิ่งที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับชีวิตจริงได้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ฉากรันเวย์ที่หมุนเปิดเผยเมืองจริง จนถึงดีไซน์เสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรี่ส์ที่มาพร้อมดีเทลที่ตราตรึงอีกทั้งยังสะท้อนวิถีของหญิงสาวยุคใหม่ ผ่าน 5 มุมมองที่เชื่อว่าจะทำให้คุณรู้จักโชว์ในครั้งนี้แบบลึกซึ้งยิ่งขึ้น
#1 The Venue
หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้โชว์ครั้งนี้ของ Hermès น่าจดจำตั้งแต่วินาทีแรกคงต้องยกให้เรื่องของ ‘สถานที่’ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด โดยบริเวณ North Bund Bay ริมแม่น้ำหวงผู่ของเซี่ยงไฮ้ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ของโชว์ในครั้งนี้ โดยโครงสร้างขนาดใหญ่แบบโมดูลาร์ถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาและถือว่าเป็นไฮไลต์ของสถานที่คงต้องยกให้ผนังสีส้มขนาดใหญ่ที่เรียงต่อกันเป็นแนวยาวตลอดรันเวย์ ความพิเศษที่สร้างเสียงฮือฮาคือเมื่อโชว์เริ่มต้นขึ้นผนังเหล่านี้ค่อยๆ หมุนเปิดออกไปพร้อมๆ กับจังหวะการเริ่มเดินของนางแบบคนแรกซึ่งเผยให้เห็นภาพของเมืองเซี่ยงไฮ้ในยามค่ำคืนที่เปล่งประกายราวด้วยแสงไฟนีออน ตึกสูงที่กลายเป็นฉากหลังที่ช่วยทำให้การรับชมโชว์ในครั้งนี้สมบูรณ์แบบและลงตัวที่สุด ต้องบอกว่าในฐานะผู้ชมที่มีโอกาสได้อยู่ตรงนั้น บรรยากาศตอนผนังเปิดออกเป็นหนึ่งในจังหวะที่ประทับใจเป็นพิเศษ เพราะการได้เห็นเมืองจริงอยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าบนรันเวย์ ทำให้ทุกลุคดูมีชีวิตและมีเสน่ห์แบบหาตัวเทียบยาก ยิ่งแสงจากตึกที่สะท้อนลงบนเนื้อผ้า เสริมให้ดีไซน์ของแต่ละชุดโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งการออกแบบพื้นที่ที่คิดมาที่เชื่อมโยงเสื้อผ้าและบรรยากาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ

#2 The Collection
สำหรับคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2025 ของ Hermès ถูกแบ่งออกเป็น ‘สองบท’ โดย Nadège Vanhée ผู้อํานวยการฝ่ายศิลป์ ของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสุภาพสตรี เพื่อต่อยอดเรื่องราวของหญิงสาวผู้เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ซึ่งโชว์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดจาก Chapter 1 เปิดฉากที่ปารีสเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บนรันเวย์ในค่าย Garde Républicaine ที่บอกผ่านความแข็งแกร่งผ่านโค้ตหนังเงาและซิลูเอตคมชัด โดยใน chapter 2 นี้เดินทางต่อมายัง North Bund Bay เซี่ยงไฮ้ ในเดือนมิถุนายน พร้อมโครงสร้างโมดูลาร์สีส้มที่ผนังสูงจรดเพดานหมุนเปิดเผยขอบฟ้าฟิวเจอริสติกของเมืองที่เลือกเปลี่ยนเส้นทางเดินของนางแบบให้เชื่อมต่อกับชีวิตริมแม่น้ำหวงผู่ได้อย่างกลมกลืน คอนเซ็ปต์ Cosmopolitan Explorer ถือว่าเป็นต่อขยายเรื่องราวในบทแรกที่ปารีสสู่พลังมหานครเอเชียได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสำหรับดีไซน์ยังคงเน้น สมดุลระหว่างนุ่มนวลและแกร่งเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นโค้ตแคชเมียร์สองด้านพลิกกลับสวมได้หลากอุณหภูมิ แจ็กเก็ตรูดซิปและกระโปรงพับปรับความยาวรองรับการทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อความทะมัดแทมง พร้อมผิวสัมผัสหนังบุนวมและไนลอนเทคนิคที่ทนสภาพอากาศแต่คงความหรู ซิกเนเจอร์ ‘braid’ จากสายถักหนังม้าและลายผ้า Dressage Tressage ซึ่งปรากฏใน chapter 1 ถูกขยายเป็นกราฟิกไม่สมมาตรบนเสื้อตัวถักและโค้ตยาว เติมชีวิตชีวาให้มรดกแบรนด์ โดยรวมแล้ว การจัดเรียงสองบทนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของ Nadège ที่มองผู้หญิงยุคใหม่เป็นที่สนุกไปกับการสวมเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนไปตามกิจกรรมและโมเมนต์ที่หลากหลายไม่ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดรากฝีมือและวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hermès ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม




#3 The Details


แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้คอลเล็กชั่น Fall/Winter 2025 ของ Hermès ใน chapter 2 นี้โดดเด่นคือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในทุกชิ้นงานทั้งในเชิงเทคนิค การตีความมรดกของแบรนด์ และความประณีตของการผลิตหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือ ‘braid’ หรืองานถักเปียที่ไม่เป็นไม่ใช่เพียงเทคนิคที่ตกแต่งผิวผ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน Hermès หยิบแรงบันดาลใจจากสายถักของอุปกรณ์ขี่ม้ามาร้อยเรียงใหม่ผ่านลายพิมพ์ Dressage Tressage ที่ออกแบบโดย Virginie Jamin ซึ่งถูกแปรรูปให้ทันสมัยขึ้นในรูปแบบลายกราฟิกแบบอสมมาตร เพิ่มมิติและความเคลื่อนไหวให้กับโค้ต เสื้อถัก และแอ็กเซสเซอรี่ส์ส่วนดีเทลอื่นๆ อย่างซิปและที่กลัดยังถูกออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงเสื้อผ้าให้สอดรับกับการใช้งานจริง ผ้าคลุมไหล่และแจ็กเกตที่ออกแบบให้ถอดเปลี่ยนชั้นในหรือความหนาได้ตามสภาพอากาศ ส่วนผิวสัมผัสของวัสดุต่าง ๆ ก็ถูกเลือกมาแล้วอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหนังบุนวมที่ให้ทั้งน้ำหนักและความนุ่ม ผ้าถักที่เล่นกับการตัดเย็บแบบตัดสลับสี รวมถึงเนื้อผ้าที่มีความพิเศษเฉพาะตัวไปตามแต่ดีเทลของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ซึ่งบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในเสน่ห์ของ Hermès ที่ทำให้รายละเอียดทางเทคนิคดูเรียบง่ายแต่สง่างาม




#4 The Color Palette
หากใน chapter 1 นำเสนอเฉดสีของโลกธรรมชาติในโทนเข้มทึบและหนักแน่นอย่างน้ำตาลสนิม สีเขียว เทา และ ใน chapter 2 ถือว่าเป็นการต่อยอดสีสันที่มีความสดใสขึ้น มีความอบอุ่นและโปร่งเบาขึ้นแต่ทว่าก็ยังคงให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและเชื่อมต่อเรื่องราวบทที่ 2 ได้อย่างไร้รอยต่อกับการเลือกใช้โทนสีที่ยังคงมีฐานจากเอิร์ธโทนเช่นเดียวกัน แต่ถูกเติมชีวิตด้วยจังหวะของสีที่ชัดขึ้นและสดขึ้น สีแดงอิฐและส้มอำพันให้ความรู้สึกอบอุ่น ตัดด้วยม่วง lilac ที่นุ่มนวลและสีน้ำเงิน inky ที่ลึกแต่ไม่ทึบ เพิ่มมิติทางอารมณ์ระหว่างความมั่นใจและความลึกลับ ส่วนสีขาว clay รับหน้าที่ที่เป็นจุดพักสายตา ให้ความนิ่ง สงบ และช่วยให้ทุกสีที่อยู่รอบข้างยิ่งโดดเด่น ยิ่งเมื่อยามนางแบบเดินอยู่บนรันเวย์พร้อมแสงจากโชว์ที่ผนวกเข้ากับแสงจริงของเมืองที่เป็นฉากหลังทำให้เสื้อผ้าดูมีชีวิตและมีเสน่ห์อย่างที่สุด ส่วนตัวแล้วชอบการเลือกใช้พาแลตต์ของ Hermès ทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ยังคงประทับใจเช่นเคยกับสีสันที่มีความอบอุ่นแต่ไม่หวาน โดดเด่นแต่ก็ไม่แข็งจนเกินไป เป็นส่วนผสมที่พอดีและลงตัวที่สุด



# 5 Accessories & Styling
นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่ปรับรูปทรงได้ สิ่งที่ทำให้ chapter 2 ของ Hermès ยิ่งมีชีวิตคือบรรดาแอ็กเซสเซอรี่ส์และวิธีสไตลิ่งที่ขยับจังหวะให้ดูร่วมสมัย เริ่มจากกระเป๋า Kelly ที่กลายมาเป็นเสมือนนางแบบของครั้งนี้โดยเราได้เห็น ตั้งแต่ Kelly ไซซ์มินิที่ถูกปรับสายสะพายให้สั้นจนพาดสูงเหนือช่วงอก ไปจนถึง Kelly ขนาด 32 ที่สะพายเฉียงหลวม ๆ เหนือบ่าให้ลุคสบาย นอกจากทรงเดิมยังมี Kelly Sellier Sogueira สีดำขลับ พร้อมกระเป๋าใบใหม่อย่าง และ Petit Sac ที่เห็นจาก chapter 1 ถูกจับมาสไตล์เดินคู่นางแบบอยู่ตลอดโชว์ นอกจากนี้ยังมีแอ็กเซสเซอรี่ส์และการสไตลิ่งที่สะท้อนไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นหูฟังโอเวอร์ไซซ์วางพาดคอ เสื้อสเวตเตอร์ที่เอามัดรอบเอว และกระเป๋าหนังสำหรับใส่ขวดน้ำ ถุงมือหนังแบบ fingerless ผ้าพันศีรษะเนื้อบางที่คลุมไว้ใต้หมวกหนัง ที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเติมอารมณ์สปอร์ตให้เข้ากับวัยรุ่นเมืองใหญ่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือว่าเป็นการคอมพลีตเรื่องราวของการเดินทางในแบบสมบูรณ์แบบ







