Friday, March 6, 2026

สรุปทุกโมเมนต์สำคัญที่สายแฟไม่ควรพลาดจากเดือนแห่งแฟชั่นฤดูกาล Fall/Winter 2025

เดือนแห่งแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall/Winter 2025 ได้รูดม่านปิดฉากลงไปพร้อมกับความประทับใจมากมายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา ไล่มาตั้งแต่นิวยอร์ก, ลอนดอน, มิลาน และ ปารีส ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าติดตามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลงานเดบิวต์ของหัวเรือคนใหม่ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่กับทิศทางใหม่ที่น่าจับตามอง, การใช้รันเวย์เป็นเวทีเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญของแบรนด์, การปรากฏตัวของเหล่าเซเลบริตี้สายเลือดไทยที่ยังคงเติบโตและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก, เซอร์ไพรส์บนรันเวย์เมื่อเหล่าคนดังพลิกบทบาทสู่โมเดลถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ ตลอดจนเทรนด์หลักประจำฤดูกาลที่เราเห็นได้ชัดเจน ทั้งหมดนี้คือโมเมนต์สำคัญของเดือนแห่งแฟชั่นที่แอลไม่อยากให้คุณพลาด

#1 Debut Collection

หนึ่งในสีสันแห่งโลกแฟชั่นคือการหมุนเวียนเปลี่ยนตัวของเหล่าดีไซเนอร์ที่เข้า-ออกกันเป็นเกมเก้าอี้ดนตรีให้เราได้ติดตามกันอยู่อย่างต่อเนื่อง และแฟชั่นวีกฤดูกาล Fall/Winter 2025 นี้ถือเป็นเวทีเดบิวต์ให้หัวเรือคนใหม่ได้เผยคอลเล็กชั่นแรกกับแบรนด์ ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะชี้ทิศทางต่อไปของแบรนด์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Calvin Klein ที่กลับมาเยือนนิวยอร์กแฟชั่นวีกในรอบ 7 ปี พร้อมกับ Veronica Leoni นำเสนอลุคสุดคลีนที่สายมินิมัลต้องถูกใจ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความงามสง่าและเฉียบคม, Tom Ford ที่ Haider Ackermann ได้ปูอิฐก้อนแรกของเขาบนเส้นทางสาย Tom Ford พร้อมถ่ายทอดหลากลุคที่เชื่อมโยงเสน่ห์ของแบรนด์ในอดีตและอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน, Dries Van Noten กับยุคใหม่ที่ได้ Julian Klausner มาแต่งเติมกลิ่นอายแฟนตาซีชวนฝันและยังสอดแทรกความเซ็กซี่ ตลอดจน Givenchy ที่ Sarah Burton ได้เปิดฉากอย่างน่าประทับใจด้วยดีไซน์สุดโดดเด่น ดึงหลากหลายมิติของสตรีมาถ่ายทอดอย่างจับใจ ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย ความเท่ และความเซ็กซี่ เรียกได้ว่าการเดบิวต์ของแต่ละครีเอทีฟไดเรกเตอร์ในฤดูกาลนี้ล้วนชวนให้เราจับตาก้าวต่อไปของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

#2 The Anniversary Celebration

ท่ามกลางควันหลงของแฟชั่นวีกในปี 2025 ก็มีอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตามองในปีนี้คือการที่หลากหลายแบรนด์ใช้โอกาสอันแสนสำคัญนี้ร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบของเมซงอย่างยิ่งใหญ่และแสดงความเป็นตัวตนของตนเองออกมาอย่างอย่างโดดเด่น วันนี้แอลเลยจะขอรวบรวมแบรนด์ที่ฉลองการครบรอบทั้ง 30 ปีไปจนถึง 100 ปี ว่าจะมีแบรนด์ไหนบ้างที่จะมารังสรรค์รันเวย์สุดพิเศษสำหรับการครบรอบบ้าง?

เริ่มกันที่ Dsquared2 ฝืมือการออกแบบเสื้อผ้าและทุกชิ้นงานจาก 2 พี่น้องฝาแฝดอย่าง Dean และ Dan Caten ที่มักกลับมาด้วยเสียงสุดฮือฮา และไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็กลายเป็นกระแสได้อย่างง่ายดาย โดยใช้การผสมผสานเสื้อผ้าแบบ Y2K เข้ากับการเปลี่ยนแปลงหรือกระแสของโลก และในครั้งนี้ก็ได้เฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปีของแบรนด์ ที่สานต่อจากไวรัลอย่างลายผ้าพิมพ์อย่างลายยันต์ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมและความเชื่อในสังคม ด้วยการนำแนวสตรีตมาผนวกกับความเป็นคาวบอย ซ้อนด้วยหลากเลเยอร์ให้มีความสะดุดตา และไปต่อกันที่การเฉลิมฉลองของ Gucci กับการเวียนมาบรรจบครบรอบ 50 ปี ของ ‘Interlocking G’ สัญลักษณ์สุดคลาสสิก และ การครบรอบ 70 ปีของ ‘Horsebit’ ลายตะขอปากม้าในตำนานที่ตกแต่งรองเท้าและกระเป๋า ซึ่งบนรันเวย์ก็ได้ผสมผสานแฟชั่นตั้งแต่ยุค 1960s ที่เมซงเริ่มก้าวเข้าสู่การทำเสื้อผ้าแบบพร้อมสวมใส่ ไปจนถึงสไตล์มินิมัลยุค 1990s ที่ผสานเข้ากับยุคปัจจุบันเอาไว้ มีความคลาสสิกแต่ร่วมสมัยสะดุดตา

ตบท้ายความพิเศษด้วยการเฉลิมฉลอง 100 ปีของ Fendi ที่ไม่เพียงแต่เป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีแต่ยังได้เฉลิมฉลองการส่งต่อประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานกว่า 5 รุ่นตั้งแต่ยุคแรกของ Edoardo Fendi และ Adele Casagrande Fendi ผ่านสีโทนเย็นสบายตาเหมือนเวลายามเย็น ผสานกับสีโทนมืดยามค่ำคืน น่าค้นหาแต่ยังคงรายละเอียดเอาไว้ ประดับด้วยเลื่อมสะท้อนแสง เหมาะกับการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญเช่นการเวียนมาบรรจบครบรอบ 100 ปี

#3 The Power of Thai Stars

ตลอดเดือนแห่งแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall/Winter 2025 นี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวเมืองใด เราก็ได้เป็นเหล่าเซเลบริตี้ชาวไทยบินลัดฟ้าไปร่วมชมโชว์กันอย่างเนืองแน่น ทั้งการไปแฟชั่นวีกครั้งแรกก็เปิดตัวได้อย่างน่าจับตา หรือใครที่กลับมาเยือนอีกครั้งก็ได้เผยการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเดิมด้วยนิวยอร์กแฟชั่นวีกที่มี ตู ต้นตะวัน ในโชว์ Calvin Klein และ นนน กรภัทร์ ที่คว้าตำแหน่ง Friend of Coach เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังกลับจากโชว์ ขณะที่ลอนดอนแฟชั่นวีกก็มี ไบรท์ วชิรวิชญ์ ที่โชว์ Burberry อีกเช่นเคย ตามด้วยมิลานแฟชั่นวีกที่เริ่มต้นด้วย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ในโชว์ของ Gucci, กลัฟ คณาวุฒิ กับ Onitsuka Tiger, เต้ย จรินทร์พร ที่มาโชว์ Prada อีกครั้ง และครั้งแรกของ เจษ-ไบเบิ้ล ที่โชว์ Tod’s ปิดท้ายด้วยปารีสแฟชั่นวีกที่แน่นขนัดแทบทุกวัน อาทิ แฟชั่นโชว์ของ Louis Vuitton ที่มีเฮ้าส์แอมบาสซาเดอร์อย่าง ญาญ่า อุรัสยา, ชมพู่ อารยาในโชว์ของ Miu Miu, ออฟ จุมพล ที่โชว์ Givenchy หรือ มิ้ลค์ พรรษา ที่ไปร่วมชมโชว์ Saint Laurent เป็นครั้งแรก และอีกมากมาย แม้กระทั่งพรีเซนเทชั่นของ Loewe ก็ยังมีเต ตะวัน และ Sandro เองก็มี สกาย วงศ์รวี ไปปรากฏตัวด้วยเช่นกัน

แม้การที่เหล่าคนดังสัญชาติไทยไปปรากฏตัวในโชว์ของแบรนด์ระดับโลกจะไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป แต่ความน่าสนใจคือกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกซีชั่น ไม่ว่าจะพิสูจน์ด้วยเสียงกริ๊ดจากแฟนๆ หน้าโชว์ หรือจะแฮชแท็กที่สลับกันติดท็อปเทรนด์ทั่วโลกออนไลน์ การันตีได้ด้วยตัวเลข EMV ที่ติดอันดับคนดังที่สร้างมูลค่าสื่อในแฟชั่นวีกอย่างถล่มทลาย นับตั้งแต่ ไบรท์ วชิรวิชญ์ ที่ครองหัวตารางอันดับ 1 ของลอนดอนแฟชั่นวีก หรือมิลานแฟชั่นวีก กลัฟ คณาวุฒิ ก็ได้สร้างมูลค่าสื่อไว้สูงที่สุดในโชว์ของ Onitsuka Tiger ส่วนทางฝั่งของปารีส หากกางลิสต์ท็อปแปดก็จะพบรายชื่อของเหล่าคนดังชาวไทยแน่นตาราง ตั้งแต่อันดับ 2 และ 3 ของออม กรณ์นภัส และ หลิงหลิง คอง ผู้ปรากฏตัวที่แฟชั่นวีกครั้งแรก ณ โชว์ Dior หรือ ฟรีน สโรชา ที่ติดอันดับ 6 ก็ได้สร้างมูลค่าสื่อสูงที่สุดในโชว์ Valentino เช่นเดียวกับอันดับ 7 เบคกี้ รีเบคก้า ซึ่งก็สร้างมูลค่าสื่อสูงสุดในโชว์ของ CHANEL นอกจากนั้น ในโชว์เดียวกันยังมี เจมีไนน์ นรวิชญ์ ที่ติดอันดับ 8 อีกด้วย

โดยกระแสตอบรับที่ได้จากการปรากฏตัวร่วมชมโชว์ของคนดังชาวไทยเหล่านี้ไม่เพียงแค่สามารถตีมูลค่าสื่อเป็นตัวเลขสูงมากเท่านั้น หากแต่ยังมีแนวโน้มที่จะไต่กราฟสูงขึ้นไปได้อีก จนน่าจับตาถึงทิศทางความนิยมของพวกเขา ซึ่งกำลังจะกลายมาเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงในแวดวงแฟชั่นระดับโลก

#4 Celebrities on Runway

ซีซั่นนี้หลายแบรนด์แฟชั่นระดับโลกดึงคนดังจากหลากหลายวงการมาสร้างสีสันบนรันเวย์ สะท้อนให้เห็นว่าแฟชั่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซูเปอร์โมเดลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Felix จาก Stray Kids ที่ขึ้นรันเวย์ให้ Louis Vuitton เป็นครั้งที่สองด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ สื่อถึงความเป็นเคป๊อปรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก เช่นเดียวกับ Seonghwa จากวง ATEEZ ที่เดินแบบให้ Isabel Marant ถ่ายทอดสไตล์สตรีตแฟชั่นฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว อีกหนึ่งโมเมนต์ที่สร้างกระแสในมิลานแฟชั่นวีกคือการปรากฏตัวของ Shownu จากวง Monsta X บนรันเวย์ของ K-Way โดยเขานำเสนอภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งและทันสมัยของแฟชั่นสปอร์ตลักชัวรี ตอกย้ำว่าศิลปินเคป๊อปกลายเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก ไม่เพียงแค่ศิลปินจากวงการดนตรี แต่เหล่านักแสดงเองก็ได้รับบทบาทสำคัญบนรันเวย์เช่นกัน Sarah Paulson ปรากฏตัวในโชว์ของ Miu Miu ด้วยลุคที่แข็งแกร่งและสง่างาม สะท้อนถึงแนวคิดของแบรนด์ที่เล่นกับความย้อนแย้งระหว่างความหรูหราและความขบถ นอกจากนี้ Sunday Rose Kidman Urban ลูกสาวของ Nicole Kidman ได้เดินแบบให้แบรนด์นี้เป็นครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงตัวตนในอุตสาหกรรมแฟชั่น ขณะที่ Nettspend นางแบบหน้าใหม่ของ Miu Miu ยิ่งตอกย้ำแนวทางของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางความงาม อีกหนึ่งนักแสดงที่โดดเด่นบนรันเวย์คือ Tanya Reynolds นักแสดงจาก Sex Education เธอปรากฏตัวบนรันเวย์ของ Emilia Wickstead ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ของ Hitchcock ถ่ายทอดสไตล์อันลุ่มลึกและน่าค้นหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แฟชั่นและดนตรีเองก็เป็นสองโลกที่หลอมรวมกันอย่างลึกซึ้ง และในซีซั่นนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ก็เลือกนำศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัวมาสร้างโมเมนต์ที่น่าจดจำบนรันเวย์ Doechii แร็ปเปอร์สาวที่กำลังมาแรง เติมพลังดิบเท่ให้กับโชว์ของ Dsquared2 ผ่านการแสดงสดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมฮิปฮอป ขณะที่ Burna Boy ศิลปินระดับโลกจากไนจีเรีย เดินแบบให้ Off-White ถ่ายทอดความเป็นสตรีตแฟชั่นที่เชื่อมโยงกับดนตรีได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ กระแสจากโซเชียลมีเดียก็เริ่มมีบทบาทสำคัญบนรันเวย์ Bach Buquen TikToker ชื่อดังก็ได้ร่วมเดินแบบในโชว์ของ Dsquared2 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอิทธิพลของแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถพาศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์เข้าสู่วงการแฟชั่นระดับโลกได้อย่างเต็มตัว การที่ศิลปินเคป๊อปและคนดังจากหลากหลายวงการได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์และเดินรันเวย์ในงานระดับโลก ตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเปิดกว้างให้กับสไตล์ที่หลากหลายและกล้าทดลองมากขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าแฟชั่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคที่ไร้ขีดจำกัด เมื่อรันเวย์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของโมเดลมืออาชีพอีกต่อไป แต่กลายเป็นเวทีของบุคคลที่มีอิทธิพลในวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแสดง หรือศิลปินจากทุกสาขา

หากพูดถึงทิศทางของเทรนด์แฟชั่นในฤดูกาล Fall/Winter 2025 ที่ปรากฏอย่างเด่นชัดบนรันเวย่ตลอดทั้งฤดูกาลนี้ แอลขอสรุปให้ผู้อ่านทุกคนอัพเดตกันแบบม้วนเดียวจบที่นี่ เริ่มกันที่ Power Shoulder หรือซิลลูเอ็ตไหล่ตั้งที่เสริมความสง่าและแข็งแกร่งของผู้หญิงผ่านดีไซน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเดรสทรงพลังของ Stella McCartney, แจ็กเกตเสริมไหส่สีสะท้อนแสงจาก Saint Laurent หรือ สูทเทเลอร์เสริมไหล่จากหลากหลายแบรนด์ที่มีให้เห็นมากมาย ถัดมาที่เทรนด์ต่อมากับ Statement Bows เมื่อดีเทลของโบว์ถูกหยิบมาถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ ที่สะท้อนถึงตัวตนของแต่ละแบรนด์ได้อย่างหลากหลาย ไม่เพียงแค่ความหวานแต่ความเก๋ก็มาเต็ม, Fringe is everywhere การหยิบลูกเล่นของ fringe หรือพู่ระบายมาผสมผสานในงานออกแบบที่ช่วยเพิ่มมูฟเมนต์ให้กับผู้หญิงได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะบนเสื้อผ้า กระเป๋า ตลอดจนแอ็กเซสเซอรี่ส์ต่างๆ อย่างถุงมือ ปิดท้ายกันด้วย Oversized Accessories เทรนด์แอ็กเซสเซอรี่ส์ที่มาในขนาดโอเวอร์ไซซ์ ตะโกนแบบมีชั้นเชิงด้วยงานดีไซน์ที่ถูกขยายให้โดดเด่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าที่ล้อไปกับสร้อยไข่มุกบนรันเวย์ Chanel, เข็มขัดโอเวอร์ไซซ์ของ Gucci หรือ Vaquera, เนคไทยาวลากพื้นจาก Vivienne Westwood เป็นต้น นี่เป็นเพียงเทรนด์แฟชั่นส่วนหนึ่งที่เราหยิบยกมาเล่าในวันนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงเห็นภาพแล้วนึกตามกันได้ว่าซีซั่นต่อไป ชิ้นไหนควรมี สไตล์แบบไหนที่น่าทำตาม รับรองว่าเป็นอะไรที่สนุกแน่นอน

Power Shoulder

Statement Bows

Fringe is everywhere

Oversized Accessories

Latest Posts

Don't Miss