เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำให้ค่ำคืนของงานประกาศรางวัล Golden Globe ปีนี้อบอวลไปด้วยแรงบันดาลใจ เมื่อเพลง ‘Golden’ จากแอนิเมชั่นของ Netflix เรื่อง KPop Demon Hunters คว้ารางวัล Best Original Song ไปครองได้อย่างสง่างาม ท่ามกลางความดีใจของทีมงานและผู้ชม พร้อมตอกย้ำพลังของ ‘เพลง’ ที่ไม่ได้มีไว้แค่สร้างความบันเทิง แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือเยียวยาและพาคนคนหนึ่งข้ามผ่านช่วงเวลาที่มืดที่สุดในชีวิตได้จริง

ในการขึ้นรับรางวัลครั้งนี้ มีทีมผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลง ‘Golden’ อย่าง Mark Sonnenblick, 24Ido และ EJAE นักร้อง–นักแต่งเพลงผู้เป็นเสียงร้องเบื้องหลังตัวละคร Rumi จากเรื่อง KPop Demon Hunters ขึ้นรับรางวัลบนเวที โดยเฉพาะ EJAE ที่ขโมยหัวใจผู้ชมทั้งฮอลล์ด้วยสปีชที่จริงใจ ลึกซึ้ง และสะเทือนอารมณ์ จนกลายเป็นหนึ่งในสปีชที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของค่ำคืนนี้
EJAE เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในวัยเด็กของตัวเอง ก่อนที่โลกจะรู้จักเธอในฐานะศิลปินและนักแต่งเพลง เธอคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความฝันชัดเจนตั้งแต่ยังเล็ก ฝันที่เด็กหลายคนในยุค K-pop เติบโตมาพร้อมกัน นั่นคือการได้เป็นไอดอล “ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ฉันทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนานถึง 10 ปี เพื่อเติมเต็มความฝันเพียงหนึ่งเดียว คือการได้เป็นไอดอล K-Pop และฉันก็ถูกปฏิเสธ” คำว่า ‘ถูกปฏิเสธ’ มันคือช่วงเวลาที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความพยายามอย่างยาวนาน การแข่งขันที่หนักหน่วง และความเจ็บปวดของคนที่ทุ่มทุกอย่างให้กับฝัน แต่กลับไม่ได้ถูกเลือก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ EJAE ทำให้คนฟังขนลุก ไม่ใช่การเล่าเรื่องความเจ็บปวด แต่คือวิธีที่เธอพาตัวเองออกมาจากมัน “ฉันพึ่งพาเพลงและดนตรีเพื่อประคองตัวเองให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ดังนั้นวันนี้ฉันจึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลง” เธอเล่าว่าในวันที่ความฝันพังลง เพลงและดนตรีคือสิ่งที่คอยพยุงเธอไว้ เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่พักใจ และกลายเป็นสะพานที่ค่อยๆ พาเธอเดินไปยังชีวิตอีกแบบหนึ่ง วิตที่เธอได้ใช้ความสามารถด้านเสียงและการเล่าเรื่องผ่านบทเพลง จนสร้างความหมายใหม่ให้กับคำว่า ‘ศิลปิน’

และในที่สุด EJAE ก็ปิดท้ายสปีชด้วยประโยคที่ทำให้ทั้งฮอลล์สั่นสะเทือนด้วยพลังของความหวัง “มันคือความฝันที่เป็นจริง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงหนึ่งเพลงซึ่งกำลังช่วยให้เด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายและทุกคนได้ผ่านความยากลำบากของตัวเองไป และยอมรับในตัวเองได้” สปีชของ EJAE จึงไม่ใช่แค่คำขอบคุณบนเวทีรับรางวัล แต่มันคือการส่งต่อแรงใจให้กับทุกคนที่กำลังอยู่ในจุด ‘ไม่ถูกเลือก’ กำลังพยายามแต่ยังไม่สำเร็จ กำลังรู้สึกแพ้ หรือกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าทั้งหมดที่ทำไปมีความหมายหรือไม่

ก่อนลงจากเวที EJAE ยังทิ้งประโยคสั้นๆ ที่ทั้งเรียบง่ายแต่ทรงพลังไว้ด้วยว่า ‘Rejection is redirection.’ การถูกปฏิเสธอาจไม่ใช่จุดจบ แต่มันอาจเป็นการพาเราไปยังเส้นทางที่ ‘ใช่กว่าเดิม’ ในแบบที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อน และบางครั้ง—สิ่งที่เคยทำให้เราเสียใจที่สุด อาจกลายเป็นเหตุผลที่พาเรามายืนอยู่ตรงจุดที่ภูมิใจที่สุดในชีวิตก็ได้

