ในเดือน Pride Month เช่นนี้ การได้เห็นเรื่องราวชีวิตหลังการแต่งงานของคู่รักแซฟฟิกถูกหยิบขึ้นมานำเสนออย่างเป็นธรรมชาติและชวนให้อบอุ่นหัวใจบนหน้าจอโทรทัศน์นั้นถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนผลผลิตอันผลิบานจากการมีผลบังคับใช้ของสมรสเท่าเทียมได้อย่างดี และนั่นก็คือซีรี่ส์ ‘Fulfill รักเต็มเติม’ ที่นำแสดงโดย อุ้ม อิษยา และ แบม สราลี สองสาวที่เราเคยเห็นฝีมือการแสดงของทั้งคู่มาแล้วหลายบทบาท ก่อนจะมาประกบคู่กันเผยเคมีความต่างที่ลงตัว
แอลจึงชวนพวกเธอมาพูดคุยถึงทั้งเรื่องราวในซีรี่ส์ที่เปี่ยมด้วย ‘ไออุ่น’ แห่งรัก และโรแมนติก ‘พาฝัน’ เหมือนดั่งชื่อตัวละคร ตลอดจนการร่วมงานกันในฐานะพาร์ตเนอร์ เมื่อจังหวะการก้าวเดินได้ถูกปรับให้สมดุล และมุมมองที่ต่างกลายมาเป็นสิ่งที่เติมเต็มกัน

ELLE: ชื่อซีรี่ส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม‘ แล้วสำหรับการเป็นพาร์ตเนอร์กันของ ‘อุ้ม-แบม’ มีอะไรที่อีกฝ่ายช่วยเติมเต็มเราอีกบ้าง?
BAM: ด้วยความที่พี่อุ้มเขาเข้าวงการมานานกว่า และเขาก็มีประสบการณ์ที่มากกว่า มันก็เหมือนเราได้ครูดีๆ คนหนึ่งที่คอยไกด์ คอยบอกว่ามันมีวิธีนู้น วิธีนี้ มีศาสตร์ใดบ้างในการแสดงที่บางทีเราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน แล้วมันทำให้แบมรู้สึกว่าเราสามารถก้าวไปยังเส้นทางที่เราอยากจะเดินได้อย่างรวดเร็วขึ้น ถ้าในพาร์ตของการแสดงก็เหมือนเราโชคดีที่ได้เจอคนเก่งๆ ที่เขาพร้อมที่จะสอนและแบ่งปันวิชาค่ะ
OOM: สำหรับอุ้ม อุ้มกับแบมเป็นคนที่ต่างกันค่อนข้างเยอะมาก มันเหมือนเราได้เจอคนที่ต่างกันแต่ก็สามารถคุยกันได้หมดเลย ทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ เลยเป็นการเติมเต็มกันและกันในอีกมุมมองหนึ่งที่เรามีเพื่อนคอยแชร์ความคิดเห็น ว่าในอีกมุมที่เราไม่เห็นก็ยังมีมุมนี้อยู่เหมือนกัน


ELLE: ในซีรี่ส์มีพูดถึงการปรับตัวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แล้วในฐานะพาร์ตเนอร์ อุ้ม-แบม มีอะไรที่ต่างฝ่ายต่างต้องเรียนรู้หรือปรับเข้าหากันบ้าง
BAM: ก็มีเยอะนะ คนสองคนมาจากคนละที่กันมันก็ต้องปรับกันเยอะอยู่แล้วแหละ แต่ข้อดีของเราคือ เราค่อยๆ คุยกันค่ะ ว่ามีอะไรที่เราชอบหรือไม่ชอบบ้าง เพื่อที่จะได้รู้จักกันและสนิทกันให้เร็วที่สุด แบมว่ามันอาจจะเป็นการปรับ pacing มากกว่า ว่าอันนี้คนหนึ่งเร็วขึ้นได้ไหม อีกคนช้าลงได้ไหม เพื่อให้จังหวะมันบาลานซ์กันมากขึ้น
OOM: สิ่งที่ต้องปรับก็คือ pacing อย่างที่แบมบอก เหมือนบางอย่างแบมเร็วไป บางอย่างอุ้มช้าไป เราก็ค่อยๆ ปรับให้เข้ามาเจอกันตรงกลาง แล้วมันก็ทำให้เราได้ฝึกสกิลการพูดคุยมากขึ้น ปกติเวลาที่เราทำงานมันก็ต้องมีการสื่อสารอยู่แล้วแหละ แต่พอเรามาเล่นซีรี่ส์แซฟฟิก และทำให้เราต้องมาเจอกันในทุกๆ วัน เหมือนเราต้องเรียนรู้กันและกันมากขึ้นด้วย สกิลการสื่อสารของพวกเราก็เพิ่ม เพราะเรา communicate กันเยอะมาก รู้สึกว่ามันดีมากๆ จนอยากรักษาการสื่อสารกันแบบนี้ต่อไป

ELLE: แล้วอย่างนี้มีโมเมนต์ไหนไหมที่เรารู้สึกว่า นี่แหละเป็นการละลายพฤติกรรมของเราทั้งสอง
OOM: อุ้มว่าของอุ้มกับแบมมันไม่ได้เป็นการ ice breaking แบบวันเดียวแล้วสำเร็จ แต่มันค่อยๆ ละลายไปเรื่อยๆ เราใช้เวลาค่อยๆ เรียนรู้กันโดยไม่มีกำแพงอยู่แล้ว ค่อยๆ ซึมซับกันไปเรื่อยๆ จนตอนนี้หลายคนเริ่มบอกว่าเราแสดงสีหน้าเหมือนกันแล้ว
BAM: เริ่มจะหน้าเหมือนกัน อาจจะด้วย muscle memory ทั้งเวลาที่เรายิ้ม เวลาที่เราตอบสนองกัน มันเริ่มเหมือนกันค่ะ เริ่มก็อปปี้กล้ามเนื้อกันมาแล้ว (หัวเราะ)

ELLE: ซีรี่ส์เรื่องนี้สะท้อนถึงอีกก้าวของประเทศไทยหลังการมีผลบังคับใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ และเชื่อว่าเป็นภาพที่คู่รักแซฟฟิกหลายคนก็วาดฝันไว้เช่นกัน รู้สึกอย่างไรบ้างในฐานะนักแสดงที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้?
BAM: ดีใจมากๆ ที่หลังจากสมรสเท่าเทียมผ่านได้ไม่นาน เราก็ได้มีซีรี่ส์เรื่องนี้ ได้นำเสนอคู่รักในยุคใหม่ที่เขามีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าที่จะฝัน และกล้าจะเดินตามสิ่งที่เขาฝัน ซีรี่ส์เรื่องนี้ก็ได้เปิดโลกให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งเหมือนกัน และเมื่อเราได้เรียนรู้ เราก็สามารถเป็นตัวแทนที่จะแชร์ให้ผู้อื่นได้เห็นถึงคนที่เขาอยู่ในคอมมูนิตี้นี้ แบมเชื่อว่าเขาก็คงจะแฮปปี้ที่คนอื่นจะได้มาเห็นชีวิตในมุมของเรามากยิ่งขึ้น
OOM: อุ้มเองก็ดีใจเหมือนกันที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนสองคนที่รักกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใด โดยเฉพาะในตอนที่สมรสเท่าเทียมได้มีผลบังคับใช้แล้ว เราดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ถ่ายทอดสิ่งนี้ออกไปให้คนได้เห็นว่า ‘ความรักในรูปแบบนี้มันอยู่จริง’ ให้คนได้เห็นกว้างมากขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งสมัยก่อนอาจจะไม่ได้มีให้เห็นขนาดนั้น เลยรู้สึกดีใจที่เราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความรักของเขามันถูกมองเห็นมากยิ่งขึ้น


ELLE: เห็นว่าในซีรี่ส์ได้ใส่ใจในการหยิบเอาเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของคู่รักแซฟฟิกออกมาเล่าได้อย่างสมจริงเลย อย่างประเด็นที่ทั้งคู่ดูแลกันในช่วงวันนั้นของเดือน
ฺฺBAM: ดีเทลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มันทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วชีวิตของคู่แต่งงานมันก็เหมือนกันทุกเพศนั่นแหละ มันก็มีดีเทลที่เขาใส่ใจดูแลกันและกัน และซีรี่ส์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เราไม่ค่อยเห็นในซีรี่ส์หรือหนังเรื่องไหน อย่างการดูแลกันตอนเป็นประจำเดือน หรือใครจะไปทิ้งขยะ ใครจะไปทำกับข้าว วันนี้เวรใคร หรือล่าสุดใน EP.4 ที่มีการหลับใส่กัน แบมก็เห็นว่ามีการพูดถึงเพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในคู่รักหลายคู่ แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อ

ELLE: ทั้งคู่เคยผ่านผลงานมาอย่างหลากหลายมากๆ จนมีประสบการณ์อย่างโชกโชนแล้ว แต่ซีรี่ส์เรื่องนี้ถือเป็นก้าวแรกในชื่อ ‘อุ้มแบม’ พอร่วมงานกันจริงๆ แล้วเห็นภาพชัดขึ้นไหมว่า ก้าวต่อไปของเราจะไปทางไหน มีอะไรที่อยากทำด้วยกันบ้าง?
BAM: ยังมีอีกเยอะแยะมากมายเลย อันนี้ก็เป็นเหมือนก้าวแรกจริงๆ สำหรับโปรเจ็กต์นี้ เหมือนเป็นใบเบิกทางที่เปิดโอกาสให้เราสองคนได้ลองสิ่งใหม่ๆ ได้ไปทำงานต่างประเทศด้วยกัน ได้ไปร้องเพลง ไปมีแฟนมีตติ้ง ซึ่งเป็นอะไรที่เราอาจจะยังไม่เคยทำด้วยกันมาก่อน รวมถึงการไปเที่ยวด้วยกันในหลายๆ ประเทศ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ด้วยกัน ได้เจอสังคมของกันและกัน เป็นอะไรที่ทำแล้วมีความสุขในทุกวัน และตราบใดที่เรายังมีความสุขกับมันอยู่ก็รู้สึกว่ายังสามารถทำต่อไปได้อีกเรื่อยๆ
OOM: ก้าวต่อไปของอุ้มก็คล้ายๆ แบม คือเราอยากจะ explore สิ่งใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ เพราะนี่ก็เป็นเหมือนก้าวแรกของ ‘อุ้มแบม’ และตอนนี้ก็อยากจะลองด้านต่างๆ อีก ทั้งแฟนมีตติ้ง แฟนไซน์ ที่เราได้ไปท่องโลกด้วยกัน ได้ไปเจอแฟนๆ หลากหลายประเทศ ได้ไปมอบและได้รับความรักกับแฟนๆ รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขมาก
ELLE: เคยลองคิดไหมว่าอยากให้คู่ของเราเล่นซีรี่ส์แนวไหนเป็นพิเศษ?
OOM: เคย! เยอะแยะมาก ฟุ้งเฟ้อไปหมด ใช้คำว่าฟุ้งเฟ้อได้เลย มีทั้งพีเรียด ทั้งคอเมดี้ แฟนตาซี หรือจะเป็น Enemies to Lovers ก็มี (หัวเราะ) เคยคิดไว้หลายอย่างเลย คิดว่าเรื่องเดียวคงไม่พอ



