ไถฟีดดูคลิปในโซเชียลอยู่ดีๆ ก็เจอโฆษณาละครสั้นแนวตั้ง เนื้อเรื่องค่อนไปทางน้ำเน่าถูกปากเราเสียจนหยุดดูไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ปัดไปดูตอนต่อไปเรื่อยๆ จนหมดวัน! เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้ต้องเกิดเคยเกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว กับการเข้ามาบุกพื้นที่การเสพสื่อผ่าน Micro Drama หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ‘ละครแนวตั้ง’ ซีรี่ส์แบบสั้นที่กำลังได้รับความนิยมจนสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลในระดับโลก จนในประเทศต้นกำเนิดอย่างจีนสามารถทำรายได้แซงหน้า Box Office ไปเป็นที่เรียบร้อย! วันนี้แอลจึงไม่รอช้า ขอพาคุณมาเจาะลึกเทรนด์ที่กำลังขยายตัวจนเชื่อว่าจะยึดครองตลาดในปี 2026 นี้กัน
#1 What is Micro Drama?
Micro Drama หรือ Vertical Drama ซึ่งคนไทยได้เรียกกันอย่างเห็นภาพว่า ละครแนวตั้ง คือคลิปวิดีโอแนวตั้งรับกับการชมบนสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ มีความยาวแต่ละครไม่นานมาก เพียง 1-5 นาทีเท่านั้น แต่จะเน้นจำนวนตอนที่มากขึ้นแทน มักเล่าเรื่องราวพล็อตละครหลังข่าวอย่างรักต่างชนชั้น เศรษฐีปลอมตัวมา การแก้แค้น หรือชิงรักหักสวาทในรูปแบบที่สั้น กระชับ ดึงดูดผู้ชมตั้งแต่วินาทีแรกๆ และมักทิ้งท้ายอย่างค้างคาชวนให้ติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆ สามารถรับชมได้ทั้งแบบโฆษณาดูฟรีทาง TikTok รวมไปถึงดูต่อแบบเต็มๆ บนแอปพลิเคชั่นเฉพาะ อย่างเช่น DramaBox, ReelShort และ Shortmax หรือแม้กระทั่งสตรีมมิ่งซีรี่ส์ทั่วไปอย่าง WeTV, IQIYI และ TrueVision Now เป็นต้น หากดูต้นทุนการผลิตแล้วจะพบว่าไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ฟอร์มใหญ่ที่ฉายในกระแสหลัก แต่กลับทำรายได้อย่างมหาศาลจนกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว
#2 How It Started?
ให้ลองทายกัน หลายคนคงคิดว่าละครสั้นนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากจีนแน่ๆ แต่แท้จริงแล้ว โมเดลนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับแอปพลิเคชั่นสัญชาติสหรัฐอเมริกาอย่าง Quibi เมื่อปี 2018 ที่ตั้งใจคัดสรรคอนเทนต์คุณภาพสูงออกมาให้รับชมในรูปแบบแนวตั้ง แต่การนำภาพยนตร์สเกลใหญ่มาจับยัดลงในแนวตั้งพร้อมตั้งราคาค่าสมาชิกรายเดือนนั้นกลับไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเท่าไรนัก ทำให้ล้มเหลวจนไปต่อไม่ไหวและปิดตัวลงใน 6 เดือน

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับละครสั้นแนวตั้งของจีน ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนน่าทึ่ง เริ่มต้นในช่วงปี 2018-2019 จากการต่อยอดนิยายเว็บ โดยเฉพาะแนว Shuang Wen ที่เน้นความรู้สึกสะใจมาสู่รูปแบบของซีรี่ส์ตอนสั้นๆ เพื่อโปรโมตนิยายบนแอปพลิเคชั่นอย่าง Kuaishou และ Douyin (หรือ TikTok เวอร์ชั่นจีน) ก่อนจะพบว่าคอนเทนต์เหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงและสามารถทำกำไรได้ด้วยตนเอง ในเวลาต่อมา Kuaishou จึงมีการเปิดตัวฟีเจอร์ Kuai Theater เพื่อรวบรวมละครสั้นแนวตั้งเข้าไว้ด้วยกัน ตามมาด้วย Drama Tab ที่ Douyin ดึงบริษัทผู้ผลิตหนังมาเริ่มทำละครสั้นโดยเฉพาะ เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจาก Quibi ตรงที่ไม่ใช่การนำผลงานคุณภาพสูงที่เคยมีแล้วมาทำในไซซ์อื่น หากแต่เป็นการสร้างผลงานขึ้นมาใหม่ให้ตอบโจทย์กับการใช้งานเลยต่างหาก


และแล้ว Micro Drama ก็ได้บุกตลาดโลก ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ReelShort ที่พัฒนาโดย Crazy Maple Studio บริษัทลูกที่ตั้งอยู่ที่แคลิฟอร์เนียในเครือของ COL Group ค่ายลิขสิทธิ์นิยายออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้เน้นเจาะตลาดฝั่งอเมริกา รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ผ่านการนำพล็อตดราม่าแบบนิยายจีนมาเล่าด้วยนักแสดงและเซตติ้งแบบตะวันตก เป็นการ Localization ให้มีกลิ่นอายที่คุ้นเคยกันในระดับโกลบอล แต่ก็ยังไม่ทิ้งการเล่าเรื่องสุดดึงดูดในใจต้นตำรับจีน สร้างความนิยมอย่างล้นหลาม จนไม่น่าเชื่อว่าในบางจังหวะก็มียอดดาวน์โหลดบน App Store ของสหรัฐอเมริกาแซงหน้า TikTok เสียด้วยซ้ำ


กระแสของละครสั้นแนวตั้งนั้นแพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนมีการทำคอนเทนต์ในลักษณะใกล้เคียงกันตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งของจีน สหรัฐอเมริกา รวมไปถึงอีกหนึ่งเจ้าสำคัญอย่างเกาหลีที่เคยส่งออกซีรี่ส์เกาหลีสร้างกระแส Hallyu มาแล้วเองก็หันมาให้ความสนใจที่จะลงสนามเช่นกัน แม้กระทั่งไทยเองก็ได้ถือกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ละครคุณธรรม’ ซึ่งหากใครนึกภาพไม่ออก ก็ต้นฉบับของประโยคไวรัล “จริงๆ แล้ว ฉันคือประธานบริษัท” นั่นแหละ
#4 Why It Hits
แล้วเหตุใดละครแนวตั้งถึงได้สร้างปรากฏการณ์การเสพติดคอนเทนต์ไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ล่ะ? เหตุผลนั้นก็เพราะว่ามันถูกออกแบบมาให้ตอบทุกโจทย์ของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น Mobile-First Lifestyle พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือแทนที่ทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร ค้นคว้า หรือแม้กระทั่งเสพสื่อบันเทิงที่สมัยก่อนต้องออกไปดูในโรงภาพยนตร์หรือบนจอโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันเรากลับทำได้ง่ายๆ ด้วยเพียงมือถือเครื่องเดียว ยิ่งมีการปรับสัดส่วนให้เหมาะกับการไถฟีด TikTok และเล่าเรื่องราวอย่างกระชับ ภายในเวลาจำกัดในหลักนาที ก็ยิ่งเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คนที่ต้องการอะไรรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีเวลามากพอที่จะเอามาจดจ่อกับความบันเทิงเป็นชั่วโมงๆ อีกต่อไป หากแต่ช่วงเวลาสั้นๆระหว่างรอรถ เข้าห้องน้ำ ทานข้าว หรือก่อนเข้านอนนั่นแหละที่กลายมาเป็นช่วงเวลาทองให้ละครสั้นสามารถทำเงินได้

แน่นอนว่าการเล่าเรื่องเองก็เป็นหมัดเด็ดที่มัดใจผู้ชมหลายคนเช่นกัน เพราะเรื่องราวแนว อีกทั้ง Micro Drama ยังมักโปรโมตอย่างฉลาดด้วยนำฉากที่ดุเดือดหรือวาบหวิวในการดึงความสนใจของผู้ที่เลื่อนผ่านได้ตั้งแต่วินาทีแรกๆ ก่อน และเข้าสู่เนื้อเรื่องด้วยการตัดต่อที่กระชับฉับไว เน้นไปที่จุดพีคของเรื่อง กับมุมกล้องที่เน้นอารมณ์ของตัวละคร บอกเล่าเรื่องราวการปะทะ ความขัดแย้ง และหักมุม ไม่ว่าจะเป็นความรักต้องห้ามของชนชั้นที่แตกต่าง เรื่องราวของตัวละครหลักที่โดนดูถูก ก่อนจะหาทางแก้แค้นเพื่อเอาคืนตัวร้าย และด้วยเวลาที่จำกัดนี้เองจึงทำให้มิติของตัวละครไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมาก อาจจะดีสุด ร้ายสุด รวยสุด จนสุด เพื่อให้ผู้ชมซึ่งไม่มีเวลามากพอที่จะทำความรู้จักกับพื้นเพของตัวละครได้มีอารมณ์ร่วมในทันที เกิดเป็นความรู้สึกสะใจเมื่อได้ชม พร้อมทั้งทิ้งปมในช่วงท้ายของแต่ละตอนเพื่อให้เกิดความรู้สึกค้างคนจนต้องหามาดูต่อให้จนได้ เรียกได้ว่าเป็นการนำหลักจิตวิทยามาใช้ในการกระตุ้นสัญชาติญาณความอยากรู้ของคนเราทั้งสิ้น
เรื่องของเงินเองก็มีส่วนไม่ใช่น้อย เพราะการตลาดของ Micro Drama นั้นเน้นการเข้าถึงง่าย ดังนั้นการเรียกค่าใช้จ่ายจึงต้องไม่เป็นอุปสรรคด้วยเช่นกัน เพราะ Micro Drama มีให้คุณเลือกสรรตั้งแต่จ่ายเงินเพื่อปลดล็อกการรับชมรายตอน การสมัครสมาชิกแบบเหมาเพื่อรับชมรายสัปดาห์ หรือคุ้มค่ากว่าหากสมัครรายปี แม้กระทั่งการรับชมฟรีแลกกับการรับชมโฆษณา ชวนให้เรารู้สึกว่าเป็นการใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสุขสั้นๆ เท่านั้น จนรู้ตัวอีกทีก็อาจจะเผลอตัดบัตรไปในราคาสูงลิ่วเลยก็เป็นได้
#4 Micro Drama’s Impact
ไม่ใช่เพียงแค่หันไปทางไหนก็เห็นละครสั้นแนวตั้งเท่านั้น หากแต่ความสำเร็จของ Micro Drama นั้นยังสามารถยืนยันได้ด้วยตัวเลขและสถิติจริงๆ โดยในปี 2024 ตลาดละครสั้นแนวตั้งในจีนมีมูลค่าสูงถึง 8,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบา) และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าตลาดรวมทั่วโลกของ Micro drama จะสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8-4 แสนล้านบาท) และมีจีนเป็นตลาดหลักสำคัญที่มูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านหยวน (รวม 2.2 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่ารายได้ของ Box Office นั่นแปลว่า ผู้ชมในประเทศจีนนั้นมีการจ่ายเงินเพื่อรับชมละครสั้นในแอปพลิเคชั่นมากเสียกว่าจ่ายเงินซื้อตั๋วหนังไปรับชมในโรงภาพยนตร์เสียอีก

อิทธิพลของ Micro Drama ไม่ได้ส่งผลแค่เม็ดเงินเท่านั้น หากแต่ยังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรอบข้างไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง Hengdian ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน ก็ได้มีกองถ่ายละครสั้นแนวตั้งมาถ่ายทำอย่างถล่มทลาย ทั้งยังเกิดธุรกิจสตูดิโอถ่ายละครสั้นแนวตั้ง สร้างงานแค่เฉพาะในจีนไปแล้วกว่า 1.3 ล้านตำแหน่ง ตั้งแต่คนเขียนบทไปจนถึงทีมงานกองถ่าย และเชื่อว่าจะเติบโตไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน การเน้นการทำงานที่รวดเร็ว ใช้เวลาถ่ายและตัดต่อสั้นกว่าภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่ถ่ายทำนานและเสี่ยงขาดทุนนี้เอง จึงทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่คืนทุนได้รวดเร็วที่สุดในวงการสื่อ ณ ปัจจุบัน และนี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายมาเพื่อควบคุมอุตสาหกรรมละครแนวตั้งอย่างเข้มงวด เพื่อให้สื่อที่ประชาชนหันมาสนใจเสพนั้นมีคุณภาพ
#5 Future of Micro Drama
ใครก็ปฏิเสธความมาแรงของกระแสละครแนวตั้งไปไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ทั้งหลายที่หันมาให้ความสนใจกับสื่อชนิดเสพ(ติด)ง่ายนี้อย่างล้นหลาม หากพูดให้เห็นภาพชัดที่สุดก็คงเห็นข่าวดังที่ Paramount Pictures ปล่อยภาพยนตร์สุดไอคอนิกอย่าง Mean Girls กลับมาให้ได้ชมกันแบบฟรีๆ โดยตัดมาเป็นตอนสั้นๆ 23 พาร์ตบน TikTok เรียกว่าต่อต้านการถูกคนนำหนังมาตัดต่อลงไม่ได้ก็เข้าร่วมเสียเลย นอกจากนั้น เทรนด์การโปรโมตซีรี่ส์จากหลากหลายสตรีมมิ่งเองก็เริ่มหันมาทำเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับละครสั้นยิ่งขึ้น คือทำเป็นแนวตั้ง และชูฉากที่เน้นความสะใจเป็นหลัก บวกกับเมื่อเริ่มมีผู้เข้าแข่งขันในตลาดที่มากขึ้น ผู้ชมย่อมต้องเริ่มมองหาคุณภาพที่เพิ่มขึ้นเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ไม่แน่ว่าบางทีในอนาคต เราอาจจะได้เห็นสตรีมมิ่งทุนหนาอย่าง Netflix, Disney+, HBO MAX หรือ Prime Video มาลงสนามละครแนวตั้งอย่างจริงจัง

เหมือนดังที่หลากหลายพื้นที่ทั่วโลก นอกจากประเทศจีน ก็ได้เริ่มจริงจังกับการสร้างซีรี่ส์แนวตั้งกันแล้ว อย่างที่หลายคนตั้งตารอชมก็คงเป็น Wind Up ซีรี่ส์คู่เรื่องแรกของสองหนุ่ม แจมิน และ เจโน่ แห่งวง NCT Dream ที่ก็มาในรูปแบบของซีรี่ส์แนวตั้งเช่นกัน ทั้งยังเป็นเรื่องแรกที่เปิดประเดิมแพลตฟอร์ม KITZ นั่นแปลว่าแม้แต่ในเกาหลีเองก็เอาจริงกับการทำซีรี่ส์แนวตั้งจนขยายโปรดักชั่นพร้อมคว้าตัวศิลปินสุดฮอตมาร่วมแสดงแล้ว หรือแม้แต่ในไทยเองก็ยังมีโครงการ EMDT เจาะลึกเทรนด์ละครแนวตั้ง: การสร้างสรรค์ สร้างรายได้ สร้าง Soft Power ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อหวังจะต่อลมหายใจให้กับละครไทยอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลเกี่ยวกับละครสั้นแนวตั้ง หรือรวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย คือการเข้ามามีบทบาทของ AI ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งใจการใช้ AI Assistant เพื่อเป็นผู้ช่วยในด้านการวิเคราะห์ต่างๆ เช่นแนวโน้มของซีรี่ส์ อัลกอริทึม หรือสถิติเกี่ยวกับความสนใจของผู้ชม ไปจนถึงการใช้ AI Generate ตั้งแต่การใช้ AI คิดพล็อต พากย์เสียง หรือแม้แต่สร้างนักแสดง AI ขึ้นมาเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งอาจเป็นทั้งการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากการ Deepfake และทางด้านลิขสิทธิ์ รวมถึงการสร้างละครสั้นแบบเน้นจำนวนมากๆ โดยขาดจิตวิญญาณ ท้ายที่สุด เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วเทรนด์นี้ก็อาจจะกลายเป็นขยะดิจิทัลแทนก็เป็นได้

