FASHION

รู้ไว้ก่อนกระทำความ CAMP ธีมงานประจำปีของ MET Gala 2019

ท้าทายให้ทุกคนตีโจทย์ ‘Camp’ ตามนิยามเฉพาะตัว

02 MAY 2019
Senior Fashion Writer

BENJAMIN PETE WONG

ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาของการจัดงานกาล่าที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแฟชั่นคือ Costume Institute Gala หรือที่ผู้คนเรียกติดปากว่า MET Gala หรือ MET Ball งานที่จะทำให้หน้าฟีดบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมร้อนเป็นไฟด้วยภาพของเหล่าคนดังทั้งจากวงการแฟชั่น ฮอลลีวู้ด นักการเมือง หรือแม้แต่นักธุรกิจ หลายร้อยชีวิตตบเท้าขึ้นพรมแดงแต่งตัวประชันโฉมด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บและออกแบบโดยเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ที่ผู้มาร่วมงานต้องเลือกชุดให้สอดคล้องกับธีมงานประจำปี ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานก็เพื่อหางบประมาณมาสมทบทุน  Metropolitan Museum of Art's Costume Institute ในเมืองนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา

Illustration by Furst Kajornyos

ปีนี้มาพร้อมธีมหลักของงานที่มีชื่อเรียกสั้นๆง่ายๆแต่ท้าทายให้ผู้ร่วมงานตีความหมายว่า ‘Camp: Notes on Fashion’ ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับสไตล์แคมป์ที่กำลังเป็นกระแสหลักแห่งโลกแฟชั่น ชื่อหัวข้อในการจัดงานในครั้งนี้ตั้งขึ้นเพื่อล้อไปกับบทความที่ใช้ชื่อว่า Notes on ‘Camp’ เขียนโดย Susan Sontag หญิงแกร่งที่เป็นทั้งนักเขียน ผู้สร้างภาพยนตร์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม บทความของเธอถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน Partisan Review ในปี ค.ศ. 1964 โดยเธอได้นิยามเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกแคมป์ไว้ว่า ‘ความรักในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ, การมีลูกเล่น และการโอ้อวดเกินจริง’ ราวกับว่าเธอได้ทำนายความแปลกประหลาดทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเอาไว้ล่วงหน้ากว่า 50 ปี

นิทรรศการในคราวนี้จะรวบรวมผลงานราว 200 ชิ้น ทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี จิตรกรรม ประติมากรรมตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 จนถึงปัจุบัน โดย Max Hollein ประธานกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทนกล่าวถึงการจัดงานว่า “ธรรมชาติของแคมป์คือการก่อกวนและโค่นล้มคุณค่าความงามสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้จนไร้ค่า แต่ในนิทรรศการคราวนี้จะเผยให้เห็นว่าแคมป์นั้นมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งทั้งต่อศิลปะและวัฒนธรรมสมัยนิยม โดยการตามติดวิวัฒนาการและไฮไลต์ความแคมป์ในทุกรายละเอียด นิทรรศการได้รวบรวมผลงานที่เปี่ยมไปด้วยการประชดประชันของสไตล์ที่บ้าบิ่น ความท้าทาย การทำความเข้าใจในความงามและรสนิยมแบบดั้งเดิม และทำให้เห็นว่าบทบาทสำคัญของโลกพาณิชย์ศิลป์นั้นส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของโลกศิลปะและแฟชั่น”

สไตล์แคมป์มีการเชื่อมโยงกับศิลปะหลากหลายแขนง อีกทั้งยังรวมไปถึงงานออกแบบของโลกพาณิชย์ศิลป์ที่ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ การแตกแต่งภายใน หรือแม้แต่การแสดงออกถึงตัวตนผ่านการแต่งหน้าทำผมก็สามารถนับเป็นความแคมป์ได้ เราอาจจำกัดขอบเขตของความแคมป์ให้กระชับขึ้นได้ว่าเป็นการ ‘โอ้อวด เล่นใหญ่ หรือทำอะไรที่เกิดความพอดีเพื่อเรียกร้องความสนใจ’ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่ไม่ตรงตามเพศสภาพ การแต่งตัวดีมากเกินปกติจนเดินผ่านใครแล้วต้องเหลียวมอง การแต่งตัวแนว bad taste ด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เคยถูกมองว่าเฉิ่มเชยอันเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเทรนด์ obsolete-chic หรือความเชยที่แสนเก๋ปกคลุมไปทั่วรันเวย์ของเมืองแฟชั่นชั้นนำในช่วงเวลานี้ MET Gala ประจำปี 2019 จึงได้โฮสต์นักร้อง-นักแสดงขวัญใจลิตเติ้ลมอนสเตอร์อย่าง Lady Gaga นักเทนนิสสาวชื่อดัง Serena Williams หรือจะเป็นแคมป์ไอคอนฝั่งชายยุคใหม่อย่าง Harry Styles และแฟชั่นเฮ้าส์แบรนด์ที่เป็นไอคอนแคมป์ยุคใหม่อย่าง Gucci โดยครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Alessandro Michele ที่นำเสนอผลงานสไตล์แคมป์ออกมาได้น่าสนใจแบบไม่เป็นสองรองใคร และเป็นหนึ่งในแกนนำที่ผลักดันให้สไตล์นี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงตลอดครึ่งหลังทศวรรษ 2010 อีกทั้งสไตล์สเองก็ยังเคยเป็นนายแบบในแคมเปญโฆษณาของ Gucci ถึง 2 ครั้งอีกด้วย

แฟชั่นแคมป์อาจจะเปรียบได้กับ ‘การกวนโอ๊ย’ สังคมผ่านการแต่งกายในรูปแบบต่างๆโดยไม่ถูกจำกัดไว้ที่แนวใดแนวหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญคือต้องป่าวประกาศให้คนรอบข้างหันมาสนใจสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะเสน่ห์ของสไตล์แคมป์อยู่ที่การเล่นสนุกทางความคิดและการรับรู้ของผู้คน โดยสัมพันธ์กับบริบททางสังคม ค่านิยม ช่วงเวลา และสถานที่ ซึ่งคงไม่ต่างอะไรกับการรับชมงานศิลปะของลัทธิ Dada ที่สิ่งต่างๆสามารถนำมาตีความและถูกยกย่องให้เป็นสิ่งมีค่าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ร่วมของผู้เสพสารเป็นรายบุคคลไป

ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดและสามารถอธิบายเสน่ห์ของสไตล์แคมป์ได้ดีในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีนี้อย่างเช่นแบรนด์ Vetements และ Demna Gvasalia ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ร่วมมือกับ Reebok สร้างสรรค์รองเท้าสนีกเกอร์รุ่น Pump สกรีนตัวอักษร Left และ Right เพื่อบ่งบอกว่าข้างใดสำหรับใส่ข้างซ้ายและขวา แน่นอนว่าการทำลักษณะนี้ไม่ใช่การดูถูกผู้สวมใส่ว่าทราบหรือไม่ว่าควรใส่รองเท้าข้างใดให้ถูกต้อง แต่เป็นการทำเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนหันมามองเพื่อท้ายที่สุดจะได้สังเกตว่านี่คือรองเท้า Reebok Pump ที่แตกต่างจากคู่ปกติทั่วไป และมีความพิเศษอย่างไร กรณีเดียวกันกับ Virgil Abloh แห่งแบรนด์ Off-White นำมาใช้สำหรับผลงานของตัวเอง และงานที่เป็นการออกแบบร่วมกับทาง Nike เช่นรองเท้ารุ่น Air Jordan ที่มีการสกรีนลายข้างตัวรองเท้าว่า ‘Air’ ให้เห็นเด่นชัดไปเลยว่ากำลังใส่รองเท้ารุ่น Air อยู่ หรืออย่างเช่นเดรสสีดำของ Off-White ที่สกรีนคำว่า ‘Little Black Dress’ เอาไว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนหันมาโฟกัสที่ตัวผู้สวมใส่ว่าฉันกำลังใส่ลิตเติ้ลแบล็กเดรสสีดำ หนึ่งในตัวแทนของแฟชั่นที่สะท้อนถึงรสนิยมอันดีเลิศ และถ้าคนที่เสพแฟชั่นแบบเข้าเส้นจนรับรู้ได้ว่านี่คือผลงานล่าสุดของ Off-White ด้วยแล้วละก็ เดรสตัวนี้จะยิ่งดูมีมูลค่าในสายตาของคนรอบข้างขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

แต่นอกจากการเรียกร้องความสนใจด้วยลายสกรีนเป็นเวิร์ดดิ้งและตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวแล้ว ความลึกล้ำที่แท้จริงของสไตล์แคมป์คือการทำให้สังคมหันมาฉุกคิดถึงบริบทที่เป็นอยู่ ดังเช่นลักษณะของการแต่งกายสลับขั้วระหว่างเพศที่สืบเนื่องมาจากกระแสแฟชั่น androgyny เมื่อช่วงกลางถึงค่อนปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยมีเทรนด์เซตเตอร์เป็นสไตล์ไอคอนคนดังทั้ง David Bowie, Annie Lennox และ Grace Jones สู่เทรนด์เล่นใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบกระโปรงและคอร์เซตสำหรับผู้ชายโดย Jean Paul Gaultier สไตล์ของเสื้อผ้าและรูปแบบแฟชั่นโชว์สไตล์นางโชว์และสาว Pin-Up ของ Thierry Mugler การแต่งกายแนวแม็กซิมัลที่กระหน่ำทั้งการใช้ลายชนลาย ก่อนปิดท้ายด้วยการถมแฟชั่นจิวเวลรี่โดย Gianni Versace คอสตูมทัวร์คอนเสิร์ตของท่านเซอร์ Elton John ป๊อปจัดจ้านดูสนุกสนานเกินจริงในแบบวง Aqua และล่าสุดกับกระแส Gender Fluid ที่กำลังร้อนแรงในช่วงเวลานี้ ทั้งหมดก็เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนว่าไม่ต้องการให้ใครมากำหนดกรอบของความเป็นชายจริงหญิงแท้ผ่านผืนผ้าที่ห่อหุ้มร่างกาย

ในเมื่อแคมป์มีความสัมพันธ์กับเรื่องของบริบททางสังคม เวลา และสถานที่ ทำให้เมื่อกระแสการแต่งกายที่ไม่ตรงกับเพศสภาพที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ถูกหยิบยกมาใช้เรียกร้องความสนใจอีกครั้ง จึงไม่แปลกอะไรที่คนเจเนอเรชั่นหลังหรือกลุ่มมิลเลนเนียลจะคลั่งไคล้ในผลงานของแบรนด์ Gucci ที่มักจะนำเสนอเรื่องราวของแฟชั่นในช่วงปี ค.ศ. 1970-1980 ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะทั้ง 20 กว่าคอลเล็กชั่นตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ Alessandro Michele เข้ามากุมบังเหียนเต็มไปด้วยชิ้นงานที่เมื่อไม่นานมานี้เคยถูกมองว่าดูเฉิ่ม เชย ไม่ร่วมสมัย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปจนกระทั่งมีผู้คนแฟชั่นรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมา สิ่งที่เคยถูกดูแคลนว่าเอาต์กลับกลายเป็นอิน เพราะผู้เสพแฟชั่นเหล่านี้ไม่เคยสัมผัสความงดงามของโลกแฟชั่นในอดีต แถมยังเป็นการทำให้คนรุ่นก่อนที่เติบโตในช่วงเวลานั้นเคยมีประสบการณ์ร่วมเพราะได้สัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ดื่มด่ำไปกับความหอมหวานในวันวาน

Gucci Fall/Winter 2019

การที่สไตล์แคมป์ตั้งใจเล่นใหญ่นั่นก็เป็นเพราะว่าต้องการให้สังคมหันมามองแล้วตามมาด้วยวัตถุประสงค์หลักคือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พบเห็นมีส่วนร่วม เกิดการชักชวนให้ฉุกคิด พินิจวิเคราะห์ และให้คุณค่ากับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า นั่นจึงจะถือว่าแคมป์บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง และด้วยเสน่ห์ของความเปิดกว้างทางความคิดให้เกิดการตีความที่หลากหลายเช่นนี้ จึงทำให้แคมป์เป็นที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในสังคม ความแคมป์นั้นเปรียบเสมือนกับกระทู้ปลายเปิดที่รอให้ทุกคนได้มาเติมเต็มในคำตอบ เช่นเดียวกับที่ Susan Sontag ที่กล่าวว่า “ความรักในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ, การมีลูกเล่น และการโอ้อวดเกินจริง” ในแบบฉบับของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร แล้วคุณล่ะพบคำตอบของความแคมป์ในตัวคุณแล้วหรือยัง?

TAGS:

MET Gala CAMP
SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH