SIGNATURE

การกลับมาอีกครั้งของ Michelle Phan ผู้เปิดโลกความงามบนสายทางดิจิทัล

เธอคือบิวตี้บล็อกเกอร์คนแรกบน YouTube

06 JUN 2020

THE SECOND COMING OF MICHELLE PHAN

เมื่อ 5 ปีก่อนบิวตี้กูรูผู้ที่มียอดติดตามเฉียด 10 ล้านบนยูทูบได้ปลีกตัวออกจากโลกไซเบอร์ไปพักใหญ่ จนเหล่าผู้ติดตามแอบสงสัยว่าเกิดอุบัติเหตุกับเธอหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังสุขสบายดีแต่สิ่งที่ยังคงเป็นคำถามอยู่ก็คือ ‘เกิดอะไรขึ้น’กันแน่ที่ทำให้มิเชลล์เงียบหายไปอย่างปุบปับไร้ร่องรอยและเหตุผลที่ทำให้เธอหวนคืนสู่วงการใหม่อีกครั้ง

เราสัมผัสไม่ได้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในตัวมิเชลล์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะในปี 2015 การหายตัวไปของ Michelle Phan ได้กลายเป็นหนึ่งในความน่าพิศวงที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ตเลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านั้นคือคลื่นความสำเร็จลูกใหญ่ที่ซัดโถมเข้ามาหาเธออย่างมหาศาล ดูได้จากตัวเลขผู้ติดตามเกือบ 9 ล้านคนในช่องยูทูบ ซึ่งถือว่าไม่ง่ายเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เธอเป็นบิวตี้กูรูคนแรกในแพลตฟอร์มดังกล่าว สร้างรูปแบบอาชีพให้เกิดอินฟลูเอนเซอร์อีกมากมายตามมานับไม่ถ้วน รวมทั้งแนวทางการตลาดและผันตัวเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการทางธุรกิจระดับตัวท็อปกับค่าตัวสูงลิ่วจนน่าตกใจ (อยู่ที่ 15 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1,500 ล้านบาทโดยประมาณ) เรียกว่าสูงพอจนสามารถทำให้เธอขึ้นปกนิตยสาร Forbes และถูกขนานนามโดยนิตยสาร The Hollywood Reporter ว่า ‘Oprah of Beauty’ (Oprah Winfrey แห่งโลกความงาม)

แล้วจู่ๆแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิเชลล์ก็หายไปจากสารบบโลกไซเบอร์ซะอย่างนั้น หลังจากที่เคี่ยวเข็ญทำวิดีโอคลิปถึง 238 คลิป เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนเกิดคำถามกันทั่วโลกอินเทอร์เน็ตว่า ‘Michelle Phan หายไปไหน?’ ผู้คนต่างก็ตั้งกระทู้ถามไถ่ถึงยูทูเบอร์คนดังที่หายตัวไปจนกระทั่งว่ามีผู้ติดตามบางส่วนหลงคิดไปว่าเธออาจจะเสียชีวิตแล้ว

แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเสียงเล่าอ้างเหล่านั้นไม่เป็นความจริง เธอนั่งอยู่ตรงหน้าเรา ถ่ายวิดีโอคลิปยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมสัญญาณชีพทุกอย่างยังทำงานครบถ้วน นี่คือการกลับมาอีกครั้งของมิเชลล์ “คนดูชอบคอนเทนต์แบบภาพก่อนและหลัง” เธอบอกกับเรา วิดีโอคลิปที่ทำให้ผู้ชมนับพันล้านต้องอ้าปากค้างไปกับการเปลี่ยนลุคด้วยเมกอัพดุจใช้เวทมนตร์อย่างการแปลงโฉมเป็นแดเนริส ทาร์แกเรียน หรือแม่มังกรแห่ง Game of Thrones, Angelina Jolie และRihanna มิเชลล์คือมือวางอันดับ 1 ในด้านนี้ชนิดที่ไม่มีใครจะมาต่อกรได้ด้วยจริงๆ หลักฐานคือยอดชั่วโมงรับชมสูงถึง 500 ชั่วโมงต่อนาทีหลังจากการโพสต์เป็นวิดีโอคลิปที่ไม่เพียงแต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเธอเท่านั้นแต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนวิถีแห่งการเสพคอนเทนต์ความงามทั้งในโลกอินเทอร์เน็ตและอุตสาหกรรมยุคใหม่ทั้งหมดไปอย่างสิ้นเชิง

“จริงๆฉันควรจะปลดระวางไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว” มิเชลล์กล่าว “ตอนนี้ก็จะได้นั่งจิบไหมไทยใต้ต้นปาล์มสบายๆไปละ แต่แบบนั้นฉันคงเบื่อแย่” นอกจากภาพลักษณ์ของหญิงสาววัย 32 ปีผู้มีเส้นผมสีดำขลับรับกับใบหน้ารูปหัวใจ สิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือประกายแห่งความสุขที่สาดส่องออกมาจากตัวเธอ จากการที่เธอกำลังเพลิดเพลินมากในสิ่งที่เธอทำนั่นละ “ฉันเป็นคนธรรมดาๆนี่แหละ” แม้ว่าจะใช้ชีวิตหรูหราไม่ธรรมดามาไม่น้อย และสิ่งที่เธอทำก็ได้เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้และการซื้อ-ขายในอุตสาหกรรมความงามรวมถึงโซเชียลมีเดียของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง

ในช่วงที่เธอเป็นวัยรุ่นกำลังอยู่ในห้องนอนแล้วเกิดเบื่อๆขึ้นมา มิเชลล์ก็เริ่มทำบล็อกของตัวเองเป็นครั้งแรก แม่ของเธอใฝ่ฝันอยากให้เธอเป็นหมอแต่มิเชลล์กลับมุ่งหน้าสู่โรงเรียนศิลปะเพื่อเรียนการวาดภาพประกอบ ขณะที่กำลังเรียนอยู่ที่นั่น ในปี 2007 เธอเริ่มทำวิดีโอคลิปของตัวเอง โดยถ่ายทำกว่า 3 วันจนทำให้มียอดผู้เข้าชมคลิป ‘แต่งหน้าลุคธรรมชาติ’ ของเธออยู่ ที่ 40,000 กว่าคนภายใน 1 สัปดาห์ และภายใน 1 ปีวิดีโอคลิปของเธอก็เรียกความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกถึงล้านแรกได้สำเร็จ “นั่นคือครั้งแรกเลยที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ฉันเลยคิดว่าโอเค งั้นมาทางนี้อย่างจริงจังเลยดีกว่า” และนั่นทำให้แบรนด์ดังอย่าง Lancôme เกิดสะดุดตาในความสามารถของเธอเข้าจึงได้ติดต่อและเสนอสัญญาเป็นเวลา 12 เดือนให้กับเธอ “มันเป็นเงินก้อนใหญ่พอๆกับรายได้ของหมอเลย” มิเชลล์เล่าย้อนถึงความหลัง เธอจำได้ว่าโทร. ไปหาแม่แล้วบอกกับแม่ว่าไม่ต้องทำเล็บให้ใครแล้วนะ จากนั้นก็ลาออกจากโรงเรียนแล้วย้ายมาอยู่ที่แอล.เอ.ในทันที

เมื่อย้ายมาอยู่ที่แอล.เอ. มิเชลล์เพิ่งได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชื่อเสียงได้เป็นครั้งแรกจากบทเรียนของชาวฮอลลีวู้ด ในปี 2015 มิเชลล์ไม่เพียงแต่เป็นเบอร์ต้นของวงการระดับโลกเท่านั้น แต่ความเป็นไอคอนระดับสากลนี้ยังกลายเป็นหนึ่งในภาพลักษณ์ของเธอไปแล้วด้วย และนั่นก็คือช่วงเวลาที่จู่ๆเธอก็อันตรธานหายไป! หลังจากที่ลบวิดีโอบนช่องยูทูบจนเกลี้ยงโดยไม่ได้แจ้งหรือประกาศอะไรใดๆล่วงหน้ามิเชลล์ก็หยุดการโพสต์ทุกสิ่งอย่างลงบนโซเชียลมีเดียในทันทีเป็นโมเมนต์ที่เฉียบพลันชวนช็อกและแน่นอนว่าดราม่ามาเต็มเช่นเดียวกับที่หลายๆคนคอมเมนต์ว่าน่าเสียดายเป็นที่สุดผู้ร่วมงานของเธอบางคนยังถึงกับเหวอเพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอหายไปไหน

“ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าทุกอย่างเป็นแค่เปลือก ตัวตนของฉันที่อยู่ข้างในมันหายไป ฉันได้ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่แค่บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น”

หลังจากที่โลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์มา 8 ปี เธอพบว่าต้องดูแลลูกน้องมากถึง 300 คน รวมถึงครอบครัวของเธอเองด้วย ความกดดันเริ่มหนักขึ้นจนเกินจะรับไหว จนต้องหยุดทุกอย่างไว้แม้แต่ EM Cosmetics แบรนด์ที่เธอปลุกปั้นมากับมือก็ยังเจอช่วงเว้นวรรคไประยะใหญ่ ลูกค้าเริ่มมีการคอมเพลนต่างๆ ถึงตัวผลิตภัณฑ์ว่า ‘สูตรห่วย’ ไปจนถึงว่าราคาแพงเกินกว่าที่ผู้ติดตามของเธอจะมีกำลังซื้อได้ “นับเป็นความล้มเหลวที่สุดครั้งหนึ่งในการทำแบรนด์เครื่องสำอางเลย” มิเชลล์เล่า พร้อมเผยด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองให้เราเห็นอย่างไม่ปิดบัง “ทุกคนในวงการพากันหัวเราะเยาะฉันกันหมด” แพสชั่นที่เคยมีกลับถดถอยลงไปอีกเรื่อยๆ “แฟนๆของฉันมักคิดว่าชีวิตฉันในตอนนั้นคือนิยายดีๆนี่เอง สวยงามไปหมด พวกเขาคาดหวังว่าฉันน่าจะต้องตัดสินใจทำแบบนี้แบบนั้น มีคำล้อเลียนอะไรบางอย่างที่ฉันไม่สามารถจะพิสูจน์หรือไปแก้ต่างอะไรได้ ฉันเริ่มรู้สึกว่าผู้คนเริ่มมามีส่วนในชีวิตของฉันมากเกินไปละ” ในปี 2015 เธอจึงเลิกโพสต์เรื่องราวใดๆในชีวิตส่วนตัวของเธอลงในวิดีโอคลิปอย่างสิ้นเชิง

“ภาวะจิตใจของฉันในตอนนั้นมันเปราะบางมาก” มิเชลล์เล่า เธอรู้สึกว่าทำงานหนักเกินไปและกลายเป็นว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับคนรอบข้างเลย จนวิเคราะห์ได้ว่าตัวเองมีอาการซึมเศร้า “ฉันไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนั้น ฉันเริ่มทำช่องทางยูทูบตอนที่ยังไม่มีใครใช้ยูทูบเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้เตรียมตัวมาเจออะไรแบบนี้เลย”

ณ ขณะนั้นเธอยอมรับว่ามีความกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะถูกลืมไปหรือไม่ ทั้งชื่อเสียงและเงินทองของเธออาจกำลังร่อยหรอลงไปเรื่อยๆในทุกขณะที่เธอห่างหายไป แต่แทนที่จะรีบกลับมาทวงบัลลังก์คืน เธอกลับเดินทางไปยังจุดหมายใหม่ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ให้กำเนิดเมกอัพชิ้นแรกในโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็คือประเทศอียิปต์นั่นเอง เมื่อเธอยืนอยู่ต่อหน้าพีระมิดที่กิซา มิเชลล์ได้สัมผัสถึงสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘การค้นพบขณะเหม่อลอย’ “ฉันค้นพบว่ามนุษย์เรามีเวลาอยู่บนโลกนี้ไม่นานหรอก เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนสร้างพีระมิด แต่พีระมิดก็ยังตั้งอยู่ที่นี่ให้เราเห็น และถ้าผู้คนจะหลงลืมฉันก็ไม่เป็นไรหรอก นั่นคือช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกสบายใจมากพอที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้างอย่างแท้จริง”   

มิเชลล์กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เธอทำไว้เป็นต้นแบบให้กับคนรุ่นหลังว่าเธอได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนสร้างคอนเทนต์รุ่นใหม่ๆหรือเปล่ามากกว่าที่จะแค่อยากใช้ชีวิตอู้ฟู่ไปวันๆแบบที่อินฟลูเอนเซอร์หลายๆคนเขาทำกันจนเป็นไลฟ์สไตล์แต่เธอกลับพยายามที่จะแสดงให้ผู้คนเห็นความเป็นจริงหรือความเรียลของชีวิตเธอมากกว่าผ่านทางการทำวิดีโอของเธอที่เต็มไปด้วยกิจกรรมธรรมดาๆอย่างการเลี้ยงแมววันไปทำงานกินอาหารไมโครเวฟเป็นข้าวเที่ยงหรือแม้กระทั่งหยิบเอาเครื่องสำอางในถุงซิปล็อกมาเล่นไปเรื่อยเปื่อย “ฉันไม่อยากจะโชว์ไลฟ์สไตล์ที่หรูหราเกินจริง หรือเกินจะเอื้อมถึง ฉันเป็นทั้งผู้บริโภค ทั้งคนทำคอนเทนต์ด้านความงาม รวมถึงคนทำแบรนด์เมกอัพ มันมีเรื่องน่าสับสนในท้องตลาดอยู่เยอะเชียวละ ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกอิ่มตัว อินฟลูเอนเซอร์ก็ถึงจุดอิ่มตัว ฉันจะนำเสนอคุณค่าอะไรให้กับแวดวงนี้ได้อีกล่ะ?”

นักเขียน: Wagoner Mackenzie
แปลและเรียบเรียง: พรประทานชัยกรโกศล

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH