SIGNATURE

SAVE MY RIGHTS: หมู - พลพัฒน์ แนวทางการสร้างแบรนด์ Asava ให้ประสบความสำเร็จกว่า 10 ปี

เบื้องหลังของความสำเร็จ 'หมู' ที่ไม่หมู

26 JUL 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

เมื่อเดือนที่ผ่านมาแอลมีโอกาสได้ไปเยือนเฮดควอเตอร์แบรนด์แฟชั่นชั้นนำย่านสุขุมวิท อาคารปูนเปลือยตกแต่งแผ่นฟาซาดโลหะและ
หินอ่อนสะท้อนรสนิยมเรียบง่ายแต่
แฝงรายละเอียดน่าสนใจของเจ้าของอาคารแห่งนี้อย่าง 
‘พลพัฒน์ อัศวะประภา’ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ ‘หมู อาซาว่า’ ซึ่งนอกจากเป็นผู้ก่อตั้ง Asava Group พี่ใหญ่ของวงการแฟชั่นไทยแล้ว ยังเป็นนายกสมาคม Bangkok Fashion Society อีกด้วย 
วันนี้เรามาถ่ายทอดมุมมองในแบบฉบับพี่หมูเกี่ยวกับความ
ภาคภูมิใจในการสร้างแบรนด์ Asava จนประสบความสำเร็จตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมุมมองที่มีต่ออาชีพ
นักออกแบบ และปัญหาด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 
ที่บอกได้เลยว่าเรื่องเหล่านี้ไม่หมูอย่างแน่นอน

ELLE: มุมมองที่มีต่อแบรนด์ Asava เป็นอย่างไร
พลพัฒน์: เพิ่งมีโอกาสพริ้นต์งานของตัวเองมาดูตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรก
ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในสิ่งที่เราให้กำเนิดแบรนด์มาในตอนแรก แต่แน่นอนว่าเมื่อเราในฐานะคนทำแบรนด์เติบโตขึ้น แบรนด์ก็เติบโตขึ้นในทางความคิดเช่นเดียวกัน แต่ว่าจุดกำเนิดหรือสิ่งที่เราชอบก็ยังคงเดิม

ELLE: ที่มาของเอกลักษณ์ในแบบ Asava
พลพัฒน์: ต้องบอกว่าซิกเนเจอร์ของแบรนด์เราไม่ได้เป็นคน
ค้นพบ เราในฐานะคนทำงานทำในสิ่งที่คิดว่าทำแล้วมีความสุข
ที่สุด สวยที่สุด แล้วก็อยากจะนำเสนอที่สุด สุดท้ายแล้วการที่จะหาซิกเนเจอร์เราเรียกมันว่าเป็นปรากฏการณ์มากกว่า ปรากฏการณ์นั้นเป็นเรื่องทางธรรมชาติ ผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนกลับมาว่าเขาต้องการอะไรจากเสื้อผ้าของ Asava ครับ

ELLE: สิ่งสำคัญที่นักออกแบบที่ดีควรมี
พลพัฒน์: สองอย่างที่คิดว่าสำคัญมากก็คือ ความเป็น originality ไม่ซ้ำแบบใคร อีกสิ่งหนึ่งคือ honestly ความจริงใจในการนำเสนอผลงาน ทุกคนบนโลกใบนี้อยากจะคบหาสมาคมกับคนที่
มีความจริงใจทั้งนั้น นักออกแบบก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องมีความจริงใจกับผู้บริโภคครับ

ELLE: แล้วสิ่งที่เป็นต้นฉบับสำคัญอย่างไรกับการออกแบบ
พลพัฒน์: งานที่เป็นต้นฉบับมันจะเป็นสิ่งที่คนจดจำ จะเป็นผลงานที่ไม่ว่าผ่านไปกี่เจเนอเรชั่นคนก็เห็นว่ามีคุณค่าอยู่เสมอ 
ในฐานะนักออกแบบเราก็พยายามจะเดินไปให้ถึงจุดนั้นมากที่สุดครับ

ELLE: คัดลอกกับอ้างอิงเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
พลพัฒน์: มันต่างกันมากนะครับ การคัดลอกคือ
การเอาทุกสิ่งทุกอย่างมา อาจจะไม่ 100% แต่ขโมยหัวใจสำคัญของงานดีไซน์ อันนั้นถือว่าเป็นการคัดลอก ส่วน reference คือการ
เอาผลงานมาอ้างอิง เป็นส่วนประกอบแต่ไม่ได้ใช้เป็นสาระสำคัญ หรือไม่ได้ใช้เป็นหัวใจ
ในงานออกแบบของเรา

ELLE: รู้สึกอย่างไรเมื่อผลงานถูกคัดลอก
พลพัฒน์: ตอนเด็กๆที่เริ่มฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ เคยคิดกับตัวเองเล่นๆว่าเราจะรู้สึก
ประสบความสำเร็จเมื่อขับรถผ่านสี่แยกแล้วเห็นเสื้อผ้าปลอมของเราแขวนขายอยู่ ไม่คิดว่า
วันหนึ่งจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาบอกว่า
งานก๊อปปี้มันคือขั้นสูงสุดของคำชม ส่วนหนึ่งเราก็แอบดีใจว่าคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ
แต่ก็อยากจะบอกว่าคอนเซ็ปต์ของลิขสิทธิ์
ทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันออก คนยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผิดศีลธรรม เมื่อ
คนมองว่ามันไม่ผิดศีลธรรม คนก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งที่
ผิดกฎหมาย แต่ถ้าเรามองให้ลึกซึ้งว่าการขโมยความคิดก็
ไม่แตกต่างจากการขโมยสิ่งของ เราจึงจำเป็นต้องปลูกฝัง
ความคิดว่าการขโมยความคิดไม่ต่างจากการขโมยสิ่งของอื่นๆ

ELLE: รับมือกับการถูกคัดลอกผลงานอย่างไร
พลพัฒน์: เคยพยายามหามาตรการอย่างจริงจัง แต่เมื่อ
เอาเวลาไปทำเรื่องเหล่านี้ เวลาในการคิดสร้างสรรค์ก็น้อยลง
หน้าที่ของเราเมื่อรู้ว่ามีคนไล่จะเลียนแบบ เราต้องรีบเดินไปข้างหน้า

พลพัฒน์ อัศวะประภา

Photo: อรรคพล คำภูแสน

ELLE: เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับงานเลียนแบบ Asava บ้างไหม
พลพัฒน์: เคยครับ ต้องบอกว่าเขาเหล่านั้นมีความสามารถมากนะ งานที่เราใช้เวลาคิดสร้างสรรค์ 3-4 เดือน เขาทำได้ในเวลา 
2 อาทิตย์ เชื่อว่าถ้าเขาใช้ความสามารถไปสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง เขาต้องทำผลงานออกมาได้สวย น่าจะทำให้
สิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่ใช้ประกอบวิชาชีพมีตัวตนที่ชัดเจน มันจะเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืนมากกว่าที่จะก๊อปปี้งานของคนอื่น

ELLE: อยากฝากบอกอะไรกับคนที่คัดลอกผลงานผู้อื่น
พลพัฒน์: การรู้จักหาตัวตน หาความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญ 
เราจะภูมิใจในสิ่งที่เราคิดเมื่อมองย้อนกลับไปในอาชีพ
การงานของเรา เพราะฉะนั้นแล้วอยากจะให้ทุกคนใช้
ความสามารถในแบบฉบับของตัวเองมากกว่า เป็นส่วนหนึ่ง
ที่จะช่วยให้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ หรือธุรกิจงานออกแบบเจริญรุดหน้าอย่างต่างประเทศได้ ถ้าเราไม่ละเมิดสิทธิของ
การสร้างสรรค์ คนก็จะไม่รั้งรอที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ๆ

ELLE: มีมุมมองต่อเหล่านักออกแบบรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง
พลพัฒน์: จะมีพื้นที่ให้กับคนออกแบบที่ทำงานด้วยความจริงใจ ด้วยความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เพียงแต่ว่าเราจำเป็นต้องรักษาพื้นที่นั้นให้ดีแล้วก็มีความต่อเนื่อง ให้มีความเข้มข้นขึ้นไปอีก เราแข่งขันกับนักออกแบบทั่วโลก เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้
เป็นสิ่งที่นักออกแบบทุกคนต้องตระหนักให้ดี ไม่ว่าเราจะหาเรเฟอเรนซ์ ไม่ว่าเราจะทำงานอย่างไร คนทั่วโลกมีโอกาสเห็นงานของเราเท่ากันหมด ด้วยเทคโนโลยีของดิจิทัลที่มีความ
แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH