SIGNATURE

จาก โอต กูตูร์ สู่ชั้นในชายขายดี! ย้อนรอยประวัติของ 'ดีไซเนอร์หมื่นล้าน'

Pierre Cardin ดีไซเนอร์ยุคสเปชเอจ ผู้พลิกโฉมวงการแฟชั่นโลก

23 MAR 2021
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE France โดย Marion Ruggieri, แปล: Rasita Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N.

เมอซิเออร์การ์แดงที่ล่วงเลยวัยหนุ่มมาพักใหญ่ได้สร้างอาณาจักรด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และคิดค้นสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งชีวิตของเขาได้ลิ้มรสแห่งความสำเร็จที่หอมหวานและความขื่นขมจากความผิดพลาดในวันวาน ช่วงฤดูร้อนของแต่ละปีเขามักใช้เวลาขลุกอยู่ในปราสาทโบราณที่เจ้าตัวทำการบูรณะ โดยเลิกใส่ใจกับความวุ่นวายของโลกภายนอก ปราสาทหลังนี้มีเจ้าของเดิมคือ Marquis de Sade ตั้งอยู่ในเขตทิวเขา Luberon ของแคว้น Provence-Alpes-Côte d’Azur และมีบางสิ่งที่ดูแล้วทำให้นึกถึงคฤหาสน์ของ Casanova ในเวนิส ที่การ์แดงก็เป็นเจ้าของเช่นกัน เมื่อเห็นแบบนี้แล้วจึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาคือ ‘ตัวจริง’ ประเภทที่เชื่อมั่นในคุณค่าของการทำงานและคุณค่าของทรัพย์สมบัติที่จับต้องได้ ยามมีแขกมาเยือนที่ปราสาทเขาเป็นต้องชวนคุยเรื่องการซ่อมแซม พาแขกเดินชมแต่ละห้อง คอยอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงทีละขั้น และมักชี้ชวนแขกให้ชมประติมากรรมเป็นรูปปั้นแปลกตาไม่ซ้ำใคร ระหว่างเดินผ่านระเบียงที่ทางเดินติดกระเบื้องแบบลวกๆ เราเหลือบไปเห็นมุมพักผ่อนของมหาเศรษฐีผู้นี้ จากที่สามารถประเมินด้วยสายตาอย่างรวดเร็วมีเพียงเตียงสนามวางอยู่กลางห้องว่างที่ไร้เงาของเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ บนเตียงมีเพียงผ้าห่มธรรมดาๆที่ใช้เวลาไปตั้งแคมป์ ข้างเตียงมีโคมไฟวางอยู่คู่กับหนังสือและน้ำดื่ม ว่ากันตามตรงแล้วคือไม่มีอะไรชวนให้น่าเอนกายเลยสักนิด...จึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าหรือเป็นเพราะเขาเหนื่อยกับการทำสารพัดอย่างจนไม่สนใจว่าห้องพักผ่อนนั้นจะเป็นเช่นไร?

Pierre Cardin ขณะทำงานในร้านที่ลอนดอนในปีค.ศ. 1970

Photo: Getty Images

การ์แดงไม่ใช่คนที่รักสบาย และจะด้วยทั้งชื่อเสียงหรือเงินทองก็ไม่ได้ทำเขาให้เปลี่ยนไป ขณะมีอายุเพียง 14 ปี ราชาแฟชั่นผู้นี้ปฏิเสธที่จะสานต่อธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นการทำไร่องุ่นเล็กๆของพ่อที่อพยพหนีจากรัฐบาลเผด็จการในอิตาลี เขาต้องการกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง และได้เลือกที่จะไล่ตามความฝัน หากจะเปรียบการ์แดงว่าเป็น Marco Polo แห่งศตวรรษที่ 20 ก็ดูจะไม่เกินจริงนัก เพราะตลอดชีวิตของเขาไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะก้าวไปข้างหน้า ทำการสำรวจ บุกเบิก และค้นหาสิ่งใหม่ๆ แม้ในช่วงหลังชื่อของ Pierre Cardin ทำให้หลายคนนึกถึงเพียงภาพแห่งความสำเร็จในวันวาน หรือเจ้าแห่งแฟชั่นสุดล้ำจากยุค ’60s แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับนั่นคือ เมื่อคุณย่างเท้าเข้าไปในร้านบนถนน Faubourg-Saint-Honoré (แฟลกชิปของ Pierre Cardin ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้าม Le Palais de l’Elysée สถานที่พำนักและเป็นที่ทำงานของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ไม่ว่าสถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนการต้อนรับผู้นำมาแล้วสักกี่คน แต่ร้านแห่งนี้ยังมีเจ้าของสถานที่เป็นคนเดิม) ก็จะทำให้รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่อีกโลก เหมือนถูกดูดไปอยู่ในอีกห้วงอวกาศ เพราะผลงานแปลกตาที่วางอยู่ตรงหน้า อย่างชุดแขนทรงระฆัง ชุดลายก้นหอย ชุดเกลียว จั๊มป์สูทยูนิเซ็กซ์ หมวกทรงกลม กระโปรงสั้นที่ฉลุเป็นรูทั้งตัว ชุดรูปทรงเรขาคณิตที่มองอย่างไรก็ไม่เข้ากับสัดส่วนนางแบบ ด้านวัสดุก็มีทั้งลาเท็กซ์ พลาสติกที่เมื่อสัมผัสจะส่งเสียงชวนเสียวฟัน ส่วนเรื่องสีสันนั้นก็จัดเต็มแบบไม่มียั้ง ทั้งสีเขียวมรกต ส้ม แดงอมม่วง เรียกว่าฉีกทุกกฎในการออกแบบเสื้อผ้า “แฟชั่นมีไว้เพื่อขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า” การ์แดงกล่าวถึงงานของเขาและเสริมต่ออีกว่า “ชุดที่ผมชอบคือชุดที่ทำสำหรับโลกในอนาคต” ซึ่งจะว่าไปแล้วคงไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้...เว้นแต่ทำตามกฎ

Hiroko Matsumoto ในชุดกระโปรงจากคอลเล็กชั่น Spring/Summer 1966

Photo: ELLE

ด้านประวัติการทำงานของดีไซเนอร์รายนี้ก็ไม่ธรรมดา ด้วยความกระหายที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ลงมือปฏิบัติได้จริง เมื่อผนวกกับมุมมองทางด้านธุรกิจอันเฉียบขาด และการเป็นคนสุภาพ บุคลิกสง่างาม จึงสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนรอบข้างได้ไม่ยากนัก การ์แดงใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสั่งสมความสำเร็จ โดยหากเอาผลงานของเขามาต่อกันคงจะได้ความยาวเป็นหางว่าว เริ่มจากปี ค.ศ. 1936 หนุ่มน้อยการ์แดงในวัย 14 เริ่มทำงานครั้งแรกในฐานะเด็กฝึกงานของร้านตัดสูทแห่งหนึ่งที่เมือง Vichy ปี ค.ศ. 1939 เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาด โดยรับหน้าที่ดูแลเรื่องบัญชี และทำให้เขาติดนิสัยจดเงินเดือนของลูกจ้างทุกบาททุกสตางค์ลงในสมุด ปี ค.ศ. 1946 ได้ทำงานที่ห้องเสื้อ Christian Dior และได้ออกแบบคอสตูมให้แก่ละครของ Cocteau ก่อนที่จะเปิดห้องเสื้อของตัวเองในปี ค.ศ. 1950 และเผยคอลเล็กชั่นแรกภายใต้ชื่อตัวเองขณะมีอายุ 27 ปี มีผลงานที่ดูล้ำสมัยจนถูกลอกเลียนไปทั่วโลก ปี ค.ศ. 1959 ได้เขย่าวงการแฟชั่นด้วยการออกไลน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปสุดชิก และวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Printemps ถัดมาในปี ค.ศ. 1960 เปิดตัวคอลเล็กชั่นสำหรับสุภาพบุรุษ และได้เกณฑ์นักศึกษาชายมาเป็นนายแบบจำเป็นสำหรับโชว์ในคราวนั้น ทำเอาเหล่ากูรูแฟชั่นถึงกับอ้าปากค้างเพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน Pierre Cardin มีลูกค้าคนดังมากมาย อาทิ Cecil Beaton, Yul Brynner และ Gregory Peck และดังไกลไปถึงประเทศญี่ปุ่นทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกมาได้ไม่นาน แม้แต่จีนคอมมิวนิสต์ยังตกหลุมรักผลงานของเขา ความสัมพันธ์ของดีไซเนอร์หนุ่มกับรัฐบาลจีนเป็นไปอย่างราบรื่น ขนาดที่ว่า 40 ปีผ่านมาแล้วแต่ยังได้กลับไปจัดแฟชั่นโชว์บนกำแพงเมืองจีน และเขายังเป็นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสรายแรกที่เปิดห้องเสื้อในดินแดนมหาอำนาจอย่างรัสเซีย และในปี ค.ศ. 1966 เมื่อสมาชิกวง The Beatles ปรากฏกายพร้อมแจ็กเกตไอคอนนิกในรายการดังของอเมริกา ตอนนั้นเองที่ชื่อของ Pierre Cardin กลายเป็น ‘talk of the town’...จากที่ร่ายยาวมาทั้งหมดมีจะมีใครยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ไหม !?!

Pierre Cardin ในบ้านพักตากอากาศ Palais Bulles หรือ Bubble Palace ตั้งอยู่ในเมืองคานส์

Photo: Gety Images

เขามีนิสัยแหกคอกอยู่ในสายเลือด และไม่สนใจขนบธรรมเนียมที่สังคมวางไว้ แม้แต่เรื่องราวชีวิตรักที่ใครๆต่างก็รู้ว่าเขาเป็นเกย์ และไม่เคยปิดบังความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนักแสดงสาว Jeanne Moreau! หลังจากที่ความสันพันธ์เชิงชู้สาวได้จบลงทั้งคู่ก็ยังคงเก็บมิตรภาพดีๆเอาไว้ในฐานะเพื่อนจนวาระสุดท้าย และหากพูดถึงในเรื่องธุรกิจแล้วเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย โดยคนมักเปรียบเทียบเขากับคู่ดูโอ้ร่วมยุค Pierre Bergé และ Yves Saint Laurent แต่ในตัวของการ์แดงได้รวมจุดเด่นของทั้งคู่เอาไว้ในคนคนเดียว ทั้งหัวธุรกิจของ แบร์เช และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของแซงต์ โลรองต์ “จริงอยู่ที่ผมเกิดมาเป็นคนทำงานสร้างสรรค์ แต่ผมก็เป็นนักธุรกิจไปด้วยในตัว” เขามักพูดประโยคนี้ และยังเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ภายใต้การถูกบังคับ เขาปฏิเสธการทำงานกับนายทุน และเป็นเจ้าของแบรนด์ตัวเองจนวาระสุดท้าย ซึ่งสำหรับธุรกิจแฟชั่นแล้วถือเป็นเรื่องที่พบได้ไม่บ่อยนัก เพราะบนสังเวียนแฟชั่นที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดหากจะเอ่ยถึงสไตล์ที่โก้หรูและดูแพงแน่นอนว่าคู่ของแบร์เช/แซงต์ โลรองต์ยืนหนึ่งมาแต่ไกล เพราะเมื่อเอ่ยชื่อแซงต์ โลรองต์อะไรๆ ก็ดูชิกไปเสียหมด ดูเก๋ยันเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้าน แต่ในฝั่งของ Pierre Cardin ได้นำเสนอความแตกต่างด้วยผลงานที่นิยามได้ว่า ‘ล้ำยุค’ และฉีกกฎเกณฑ์ ดังที่เราเห็นได้จาก ‘บ้าน’ หลังหนึ่งที่เขาซื้อไว้เพื่อสนองความคลั่งไคล้ในเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ‘Palais Bulles’ เป็นคฤหาสน์รูปร่างแปลกตาที่สร้างอยู่บนหน้าผาเหนืออ่าวเมืองคานส์ในช่วงกลางยุค ’70s รูปทรงของมันเหมือนบ้านปลาหมึกยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอธิบายได้ยากเหลือเกินว่าดูเป็นผลงานการออกแบบที่เข้าขั้นอัจฉริยะหรือไม่?

ชุดกระโปรง 'Cardine' จากคอลเล็กชั่น Haute Couture 1968

Photo: ELLE

และในขณะที่ฝั่ง Saint Laurent นำเสนอผลงานอันเลอค่า สร้างสรรค์เสื้อผ้าให้เทียบเท่างานศิลป์ ราวกับเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและไม่ใช่ว่าจะครอบครองได้ง่ายๆ แต่ทางฝั่ง Pierre Cardin ที่เป็นทั้งช่างตัดเย็บในสายเลือด และดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ทั้งวาดแบบ ตัดเย็บ เลือกวัสดุ รวมทั้ง ‘ผู้คิดค้น’ (เขามักพูดประโยคหนึ่งอยู่เสมอ “แฟชั่นมอบรูปทรงให้แก่เรือนร่าง เหมือนดั่งแก้วที่มอบรูปร่างให้น้ำ”) กลับเลือกให้ผลงานของเขาเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ และเมื่อโลกเข้าสู่ทศวรรษที่ 1970 ต่อเนื่องไปยัง 1980 เขาถือเป็นรายแรกที่นำอักษรย่อไปใช้สำหรับสินค้าหลากประเภทอาทิ ช็อกโกแลต เข็มขัด เครื่องตอบรับโทรศัพท์ กระทะ ไม้ขีดไฟ เนกไท บุหรี่ ไปจนถึงปลากระป๋องและแตงกวาดอง! ทั้งหมดรวมกว่า 800 ไลเซนส์ใน 140 ประเทศ 5 ทวีป จนคนในแวดวงกล่าวว่ายิ่งเขาได้เงินมากเท่าไร เขาก็จะยิ่งสูญเสียจิตวิญญาณของแบรนด์ไปมากเท่านั้น และยังตั้งฉายาให้ว่าเป็น ‘เจ้าแห่งใบลิขสิทธิ์’ แต่ตัวเขาก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ในปี ค.ศ. 1981 เขาซื้อร้านอาหาร Maxim’s และได้ใช้กรรมสิทธิ์ชื่อร้านผลิตสินค้าอันหลากหลายจนนับไม่ถ้วน “ผมอาบน้ำด้วยสบู่ในชื่อผมเอง ผมใส่น้ำหอมของผม นอนบนผ้าปูที่นอนที่ผลิตเอง และรับประทานอาหารที่ผมทำออกมาจำหน่ายเอง ... ผมเป็นที่พึ่งของตนเอง” เขามีทั้งของกินและของใช้ที่เป็นของตัวเอง โดย ‘ไม่ต้องพึ่งพาใคร’ ไม่ต่างจากเกษตรกรเวอร์ชั่นมหาเศรษฐีในดินแดนบ้านเกิด และเมื่อวันเวลาผ่านไป บางเรื่องที่ถูกดูแคลนในอดีตก็ถูกลบเลือน ชื่อเสียงของเขากลับมาเป็นที่พูดถึงในทางบวก ใครจะรู้ว่าเขารู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่ตัดสินใจทำไปหรือไม่ แต่พอเดาได้ว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็คงทำอย่างนั้น ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจที่มันดังก้องคอยบอกให้ทำนี่ ทำนั่น ทดลอง และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะแฟชั่นเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะเติมเชื้อเพลิงให้ ‘ไฟสร้างสรรค์’ ในตัวเขาลุกโชนอีกต่อไป

ชุดของ Pierre Cardin บนหน้าปกนิตยสารแอลประเทศฝรั่งเศส ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ.1968

Photo: ELLE

นอกจากออกแบบเสื้อผ้าแล้ว ดีไซเนอร์สุดหล่อราวกับเทพบุตรจากอิตาลีผู้นี้ยังมีพรสรรค์ในด้านอื่นๆอย่างที่เราเห็นโรงละคร Espace Cardin การพาไปท่องอวกาศ หรือจะเป็นจากงานเทศกาลละครเวที ดนตรี ภาพยนตร์ งานออกแบบ หรือแม้แต่งานวรรณกรรม โดยหนึ่งในหลักฐานที่ช่วยตอกย้ำถึงความสามารถรอบด้านของเขาก็คือ Gérard Dépardieu ในวัยหนุ่ม (นักแสดงรุ่นเก๋าของฝรั่งเศส) ที่การ์แดงเห็นแววและมอบโอกาสในการแสดงและเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้วเมอซิเออร์เดอปาดิเอได้ขึ้นเวทีโชว์น้ำเสียงในบทเพลงของ Barbara ที่เทศกาลภาพยนตร์ Festival de Lacoste ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ร่มเงาของปราสาท Chateau de Sade การ์แดงได้เล่ากับนักข่าวอย่างออกรสถึงผลงานเด่นๆที่ผ่านมาของเขา เพราะในปี ค.ศ. 2022 การ์แดงก็จะมีอายุครบ 100 ปี...ก่อนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขามีโอกาสได้เปิดร้านใหม่อย่างที่ตั้งใจ และสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย โดยขอให้เขาได้อยู่เคียงข้าง André Oliver ชายผู้เป็นที่รัก พร้อมกับเครื่องแบบและดาบตามธรรมเนียมของ ‘ศิลปินแห่งชาติ’ (เขาได้รับเลือกให้เป็น 1 ในสมาชิกของสถาบันศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ Académie des Beaux Arts ซึ่งถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่มอบให้ศิลปินหัวกะทิของแต่ละสาขา ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี จิตรกรรม สถาปัตยกรรม...) คู่ควรแก่การนิทราชั่วนิจนิรันดร์ของราชาแห่งโลกแฟชั่นรายนี้ ‘Pierre Cardin’

FROM GAULTIER TO CARDIN

หวนคืนสู่วันวานกับการรำลึกถึง Pierre Cardin โดยอดีตผู้ช่วยคนสำคัญ 'Jean Paul Gaultier'

Jean Paul Gaultier และ Pierre Cardin

Photo: Getty Images

“ครั้งแรกที่เจอกัน ผมเพิ่งมีอายุได้ 18 ปี และวันนั้นเป็นวันเกิดของผมพอดี ‘ฉันชอบสีที่เธอใช้จัง’ การ์แดงเอ่ยปากชมพลางมองดูภาพสเกตซ์ที่ผมส่งให้ ความรู้สึกตอนนั้นมันทำให้รู้สึก ‘ว้าว’ มากจริงๆ การได้เจอเมอซิเออร์การ์แดงตัวเป็น ๆเหมือนฝันที่เป็นจริง เพราะผมฝันมาตลอดว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานออกแบบเสื้อผ้า และเขาก็เปิดโอกาสให้ ชวนผมเข้ามาพูดคุย ก่อนที่จะตกลงรับเข้าทำงานพาร์ตไทม์ เพราะตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ผมเลือกภาพสเกตช์สีเมจิกกว่า 30 ภาพไปนำเสนอ เป็นภาพที่เน้นลายเส้นชัดเจน โดยวาดนางแบบให้มีผิวสีบ่มแดดเล็กน้อย ใบหน้าเผยให้เห็นรอยกระประปราย ดวงตาหลากสีสดใส พร้อมท่าทางการโพสที่ฝืนธรรมชาติ ช่วงเวลานั้นผมชอบผลงานของนักออกแบบในปลายยุค ’60s ที่ดูล้ำยุค เน้นโครงสร้างชัดเจน ใช้สีสดๆ เช่น ฟ้าเทอร์ควอยส์ และชมพูฟูเชีย มีรองเท้าส้นตึก แล้วก็เสื้อกล้ามยาวเป็นเดรส ผมเติมลูกเล่นให้เสื้อผ้าด้วยการฉลุเพื่อเผยให้เห็นเนื้อหนังมังสา มีลวดลายป็นรูปทรงเรขาคณิต พวกสีสดๆที่หลายคนเห็นแล้วร้องยี้เพราะมันดู ‘เรียกร้องความสนใจ’ นั้น เขากลับชอบมันเอามากๆ ดูเขาหลงใหลกับวอลูมขนาดใหญ่ และผมก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมเขาถึงหลงรักพวกรูปทรงเรขาคณิต แต่ตอนนั้นเป็นยุคที่งานศิลปะของ Vasarely กำลังได้รับความนิยม และจำได้ว่าขณะที่ผมกำลังนั่งดูสารคดีเรื่องหนึ่ง มีภาพของขบวนรถไฟกำลังแล่นเข้าอุโมงค์ และปลายอุโมงค์ก็มองเห็นลำแสง ตอนนั้นเองผมจึงมาถึงบางอ้อ! นึกถึงเขาขึ้นมาทันที พ่อและแม่ของการ์แดงเป็นชาวอิตาเลียน พวกเขาอพยพมาตั้งรกรากในฝรั่งเศสเพื่อหนีจากสถานการณ์บ้านเมืองในยุครัฐบาลเผด็จการ ในหัวของผมตอนนั้นคิดว่าได้เจอคำตอบในสิ่งที่ผมสงสัยมานาน อาจเป็นไปได้ที่ในอุโมงค์อันมืดสนิทนั้นมีแสงสว่างทรงกลมตรงปลายอุโมงค์ ซึ่งวงกลมที่ว่าอาจหมายถึงแสงแห่งความหวัง แสงแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

Gaultier Paris Spring 2018

Photo: Getty Images

“การ์แดงเป็นครูที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เขาสอนให้ผมใช้สัญชาตญาณในการทำงาน เขาบอกเสมอว่าผมสามารถประสบความสำเร็จได้จากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เขาเป็นทั้งครู เป็นทั้งต้นแบบ ผมเรียนรู้โดยการสังเกตตัวเขา ที่ทำงานของการ์แดงเปรียบเสมือนเตาหลอมทางวัฒนธรรม ลูกทีมประกอบด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อินเดีย อาร์เจนตินา พวกเราทำงานให้กับหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่มีไลเซนส์ เขาทำให้ผมเข้าใจว่าแฟชั่นไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่เสื้อผ้าอาภรณ์เท่านั้น แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะในการปรุงและนำเสนออาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผมเริ่มออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้ Espace Cardin แล้วก็ตามมาด้วยแว่นตาดีไซน์เฉี่ยว สร้อยคอและโซ่ที่ทำมาจากพลาสติก ... ครั้งหนึ่งในสตูดิโอออกแบบขณะที่ผมกำลังเต้นโชว์เพลง Casatschok ของ Rika Zaraï  การ์แดงก็ดันเปิดประตูเข้ามาพอดี และเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมกำลังเต้นแบบสุดเหวี่ยง ทำเอาเขาเผลอยิ้มออกมา แต่บทเขาจะดุเขาก็ดุเอาการนะ เหมือนตอนที่นางแบบคนหนึ่งโผล่มาลองชุดด้วยรอยจ้ำตรงคอซึ่งดูก็รู้ว่าเพราะอะไร เขามองเธอแรงมาก ชนิดที่ว่าถ้าสายตาสามารถปลิดชีพคนได้นางแบบคนนั้นคงตายไปนานแล้ว และหากพูดถึงเรื่องฝีมือ ผมบอกได้เลยว่าการ์แดงไม่ด้อยไปกว่าใคร ผมประทับใจในเทคนิคการตัดเย็บและเสน่ห์ของบรรยากาศการฟิตติ้ง ชอบดูเขาตัดผ้าฉึบหนึ่งแล้วก็ฉีกยาวเป็นเส้นตรง ผมเคยถูกเรียกให้ไปช่วยเขาถือผ้า และคอยมองขณะที่เขากำลังตัดผ้าเป็นวงกลมอย่างขมักเขม่น ก่อนนำมันไปขึ้นรูปเป็นหมวก การ์แดงเป็นพวกหัวนำสมัยและมีวิสัยทัศน์ล้ำยุคเสมอ โดยเฉพาะการสรรหาวัสดุใหม่ๆมาใช้ ยุคนั้นมีชุดเดรสโลหะของ Paco Rabanne ส่วนการ์แดงก็ออกแบบชุดไวนิล ‘CosmoCorps’ และขณะที่ Courrèges ได้ปฏิวัติวงการเสื้อผ้าด้วยการออกแบบเครื่องแต่งกายที่สามารถใช้ได้แบบกลับด้าน การ์แดงก็เผยโฉม ‘Cardine’ ชุดเดรสที่ทำมาจากวัสดุพิเศษที่นำมาขึ้นรูปแบบ 3 มิติ

The Beatles ในชุดของ Pierre Cardin

Photo: Getty Images

"เขานำเสนอสิ่งใหม่ๆสู่โลกแฟชั่นบุรุษ อย่างแจ็กเกตไม่มีปกของวง The Beatles ที่ปรับเปลี่ยนทรงให้เข้ารูปขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเนี้ยบตามแบบฉบับช่างเสื้อเทเลอร์ และยังสร้างกระแสในการใส่เสื้อคอเต่ากับสูท มีเรื่องเล่าสนุกๆอยู่เรื่องหนึ่ง การ์แดงเคยถูกการ์ดของร้าน Maxim’s ปฏิเสธไม่ให้เข้าร้าน เพราะเขาใส่เสื้อคอเต่าสีขาวกับทักซีโด้ หลังจากนั้นเขาจึงจัดการซื้อร้านนี้มาเป็นของตัวเองเสียเลย ในปี ค.ศ. 2017 ผมต้องการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นสุดพิเศษเพื่อสดุดีเขา (สำหรับกูตูร์ฤดูร้อนปี 2018) วันนั้นการ์แดงเป็นผู้ชมแถวหน้า ผมเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน ชายคนนี้สอนให้ผมลิ้มรสของความเป็นอิสระ สิ่งหนึ่งที่เราทั้งคู่มักแบ่งปันกันเสมอคือความหลงใหลในแฟชั่นแบบที่ ‘เล่นใหญ่’ และรักที่จะพาผู้ชมหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนวุ่นวาย การ์แดงคือนิยามของคำว่า ‘คนสร้างสรรค์’...การ์แดงผู้หลงใหลในโลกของวรรณกรรม ภาพยนตร์ และละครเวทีอย่างที่เห็นได้จากผลงานที่ทิ้งไว้ให้กับ Palais Bulles และ L’Espace Cardin ทั้งชีวิตเขาได้ทุ่มเท่ให้กับการสร้างสรรค์ เป็นทั้งอาร์ตไดเร็กเตอร์ นักออกแบบเสื้อผ้า ผู้จัดการ ผู้อุปถัมภ์วงการศิลปะและวัฒนธรรม สมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ ตลอดชีวิตของเขาไม่ได้ออกแบบแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่เขายัง ‘ออกแบบ’ ชีวิตให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ”

Pierre Cardin ขณะจัดแสดงผลงานในปีค.ศ. 1971

Photo: Getty Images

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH