SIGNATURE

La Belle Époque แฟชั่นและการถวิลหาความสุขสมกับรสนิยมชั้นเลิศในยุคโกลเด้นเอจ

ช่วงเวลาแห่งความสุขสมที่กินระยะเวลายาวนานถึง 4 ทศวรรษ

10 MAR 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

ฤดูร้อนแรกของทศวรรษที่ 2020 เปิดฉากมาพร้อมกับความโรแมนติกและเรื่องราวอันแสนหวาน เมื่อโลกแฟชั่นพาเราย้อนกลับไปดื่มด่ำกับความงดงามของอดีตวันวาน ช่วงเวลาที่ว่านั้นผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันต่างก็ไม่เคยสัมผัส ได้แต่เพียงรับรู้ผ่านบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งในรูปแบบของหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี และผลงานศิลปะ โดยเมเจอร์เทรนด์ที่เรากำลังพูดถึงซึ่งจะกลับมามีอิทธิพลตลอดทั้งฤดูกาลนี้คือ เรื่องราวเกี่ยวกับความเลอค่าอันตราตรึงของช่วงเวลาที่ถูกเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า 'La Belle Époque' หรือที่รู้จักกันในนาม 'ยุคสวยงาม' ของยุโรปตะวันตก มีนครแห่งแสงไฟอย่างกรุงปารีสเป็นศูนย์กลางของความรุ่งเรืองทั้งทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม

Photo: 'Exposition Universelle de 1900' ภาพงานแสดงสินค้าระดับโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงปารีส 1900

'La Belle Époque' เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสมที่กินระยะเวลายาวนานถึง 4 ทศวรรษ โดยเริ่มต้นขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามระหว่างฝรั่งเศส-รัสเซีย ปี ค.ศ 1871 จนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 กลางทศวรรษที่ 1910  ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมถึงยุคเอ็ดเวอร์เดียนที่ สหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เป็นยุคที่บ้านเมืองอยู่ในความสงบสุขเพราะค่านิยมของสังคมมองโลกในแง่ดีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความเฟื่องฟูของศิลปะอีกทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนสะดวกสบายการออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ชื่นชมงานศิลปะซึ่งถือเป็นจิตวิญญาณของยุคสมัยจึงกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยม

Photo: (ซ้าย) เดรสผ้าไหมซาติน คุลมผ้าทูลล์ปักลาย ออกแบบโดย Callot Soeurs ดีไซเนอร์ชื่อดัง ยุค 'La Belle Époque' (1909-1913) เปิดแสดงพร้อมฉากหลังภาพศิลปะอาร์ตนูโว

เป็นยุคในอุดมคติที่ผู้คนไม่เพียงอิ่มท้อง แต่ยังมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ ดังที่มีการกล่าวไว้ว่ามนุษย์เราไม่ควรรู้สึกเพียงแค่อิ่มท้อง แต่ควรให้สมองและจิตใจอิ่มด้วยเช่นกัน ดังนั้นศิลปะแขนงต่างๆจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ผู้เสพรู้สึกอิ่มเอม เป็นสุขใจ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

Photo: ภาพโฆษณาของแบรนด์ Louis Vuitton ในช่วงทศวรรษที่ 20

Nicolas Ghesquière อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ของ Louis Vuitton คือหนึ่งในนักออกแบบชั้นแนวหน้าที่นำความงดงามของช่วงเวลาดังกล่าวกลับมาสู่ยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากเจ้าตัวชื่นชอบและใช้เป็นแรงบันดาลใจอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยุค 'La Belle Époque' ที่ผู้คนรักในการท่องโลกกว้างยังถือเป็นยุคทองของแบรนด์หรูแบรนด์นี้ โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เราเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านเคยได้ชมก็คือภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงเรื่อง Titanic ที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่หีบเดินทาง ' Louis Vuitton ' กลายเป็นชิ้น Must-Have ของเศรษฐีผู้มีรสนิยมใช้สำหรับบรรจุสัมภาระยามเดินทาง เพราะนอกจากลวดลายลายโมโนแกรมที่มีตัวอักษรย่อ 'LV' ทำหน้าที่เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมแล้ว ด้วยคุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผืนผ้าใบในการหุ้มจึงทำให้ทั้งแข็งแรงทนทาน มีน้ำหนักเบา กันน้ำและกลิ่นได้เป็นอย่างดี ถือเป็นนวัตกรรมสำหรับโลกยุคใหม่ที่ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง เหมาะแก่การใช้เก็บข้าวของยามเดินทางในยุคที่ผู้คนโดยสารทางเรือ 

และค่านิยมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆเช่นนี้เองที่สอดคล้องกับแนวคิดและค่านิยมของชาว Gen Z ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าคนสำคัญในช่วงเวลาปัจจุบัน ดังนั้นในคอลเล็กชั่นล่าสุดเราจึงได้เห็นกระเป๋าสะพายหลากดีไซน์หลายขนาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าใบจิ๋วที่เอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกเพื่อหิ้วไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือกระเป๋าโท้ตขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ของไปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยทั้งหมดนั้นมาพร้อมลายโมโนแกรมที่เคยได้รับความนิยมจากผู้มีรสนิยมสั่งสมในยุค 'La Belle Époque' และกลับมาเป็นที่โปรดปรานอีกครั้งใน พ.ศ. นี้

Photo: ภาพโฆษณาของแบรนด์ Burberry ในช่วงทศวรรษที่ 20

นอกจากกระเป๋าที่ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแบรนด์แล้ว ในส่วนของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายของสุภาพสตรีในยุค 'La Belle Époque' ด้วยเช่นกัน จากความนิยมชมชอบงานศิลปะของผู้คนในช่วงเวลานั้น สู่รูปแบบการแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 'นวศิลป์' หรือ Art Nouveau ศิลปะร่วมยุคที่ดูอ่อนช้อยและงดงาม ซิลูเอตของชุดจึงเป็นการเน้นความโค้งเว้าของเรือนร่างเป็นรูปตัว S คอร์เซตหรือเสื้อรัดทรงที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ยังคงมีอยู่ แต่มีการปรับสัดส่วน รายละเอียด และเลือกใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกสบายยามสวมใส่มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

Photo: Alexander McQueen

 อีกทั้งยังมีการประดับประดาชุดด้วยระบายและลูกไม้คล้ายกับผ้ากันเปื้อนบนแผงปก (Bib) บนโครงเสื้อของชุดเทเลอร์คล้ายเชิ้ตของคุณสุภาพบุรุษ ซึ่งจุดเด่นของช่วงอกที่ดูคล้ายกับหน้าอกนกพิราบเช่นนี้ถือเป็นลักษณะสำคัญของการแต่งกายในยุคเอ็ดเวอร์เดียนควบคู่ไปกับสไตลิ่งการเกล้าผมสูงและประดับศีรษะด้วยหมวกที่มาพร้อมการตกแต่งวัสดุเลอค่า ทั้งหมดที่กล่าวมาปรากฏให้เห็นเป็นรายละเอียดในส่วนต่างๆของชิ้นงานสำหรับคอลเล็กชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2020 ของ Louis Vuitton 

Photo: Louis Vuitton

และไม่ใช่มีเพียงแต่นิโคลาส์ที่หลงในมนตร์เสน่ห์ของช่วงเวลาซึ่งถือเป็นยุคโกลเด้นเอจของโลกศิลปะและแฟชั่น แต่ดีไซเนอร์ที่ได้รับสมญาว่าเป็นราชาแห่ง 'สตรีตกูตูร์' อย่าง Riccardo Tisci ชีฟครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Burberry ก็ตกหลุมรักและนำความประทับใจที่มีต่อยุค 'La Belle Époque' มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเช่นเดียวกัน โดยในคอลเล็กชั่นล่าสุดมีคีย์พีซสำคัญเป็นคอร์เซตเดรสสุดเซ็กซี่ ไปจนถึงชุดตกแต่งระบายและลูกไม้ชองติยี (Chantilly Lace) ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของลายดอกไม้ที่แยกเป็นอิสระแต่กลับผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวบนเนื้อผ้าตาข่าย 

Photo: Burberry

ซึ่งในอดีตลูกไม้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น 'ลูกไม้กูตูร์' นี้ถือเป็นวัสดุสุดหรูที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ในยุคสมัยของพระนาง Marie Antoinette เรื่อยมาจนถึงยุควิกตอเรียนและเอ็ดเวอร์เดียนที่ผู้คนรุ่มรวยไปด้วยรสนิยมทางด้านการแต่งกาย ผลงานของ Burberry ในฤดูกาลนี้จึงให้กลิ่นอายของอาภรณ์ชั้นสูงมากที่สุดนับตั้งแต่ที่ริกคาร์โดเข้ามาปัดฝุ่นแบรนด์เก่าแก่แห่งสหราชอาณาจักร อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเหล่าทีมช่างในปัจจุบัน ที่ยังคงสามารถรังสรรค์ผลงานอันงดงามซึ่งสะท้อนคุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ได้เป็นอย่างดี

Dior , Chanel

รวมทั้งอีกหลากหลายแบรนด์ทั้งหน้าเก่าและใหม่ที่ต่างพร้อมใจกันขานรับกระแสของเครื่องแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลมาจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยนำความงดงามของช่วงเวลานั้นมาถ่ายทอดเป็นคอลเล็กชั่นที่ดูร่วมสมัยแต่ยังคงให้กลิ่นอายของยุค 'La Belle Époque' คละคลุ้งไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นกูตูร์เฮ้าส์เก่าแก่แห่งกรุงปารีสทั้ง Chanel และ Dior คอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปของเจ้าแม่ชุดแต่งงาน Vera Wang ที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์เอ็ดเวอร์เดียนในรูปแบบที่ดูดาร์กต่างจากที่พบเห็นกันจนชินตา Alexander McQueen ที่มาพร้อมกับการทริบิวต์ให้ชิ้นงานในคอลเล็กชั่นปี ค.ศ. 2000 หรือแม้แต่แบรนด์สุดฮิปขวัญใจชาวสตรีตแฟชั่นอย่าง Y/Project ก็ขอกระโจนเข้าร่วมเทรนด์แฟชั่นล่าสุดนี้

Photo: Van Noten, Saint Laurent

ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นรายละเอียดบนชุดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องแต่งกายของสาวๆเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนหน้า ทั้งหรูหราและยังดูสตรีตจ๋าเมื่อนำมาจับคู่กับเดนิมฟอกสี ทั้งหมดทั้งมวลที่แบรนด์ชั้นนำแสดงให้เห็นล้วนสะท้อนเรื่องราวแห่งการถวิลหาช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ในแบบเฉพาะตน และทำให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งความวุ่นวายในปัจจุบันได้เสพความงดงามที่ไม่เคยได้สัมผัสผ่านคอลเล็กชั่นชั้นยอดเหล่านี้

Photo: Y Project, Vera Wang

ยุค 'La Belle Époque' มีหลายธรรมเนียมปฏิบัติเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือวัฒนธรรมการดื่มแชมเปญเพื่อการเฉลิมฉลอง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวผู้คนต่างนิยมชมการแสดงคาบาเรต์ ซึ่งคลับดังที่เป็นเจ้าแห่งความบันเทิงรูปแบบนี้ก็คือ Moulin Rouge ที่ขายบัตรเข้าชมคู่กับการดื่มแชมเปญ ซึ่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ถ้าเศรษฐีผู้มีรสนิยมไปเยือนปารีสแล้วไม่ไปชมคาบาเรต์ที่ Moulin Rouge ก็อาจเปรียบได้กับว่าไปไม่ถึงกันเลยทีดียว

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH