SIGNATURE

เผยมุมมองการก้าวพ้นจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ผ่านบทสัมภาษณ์ของ วี-วิโอเลต และ เจมี่เจมส์

เมื่อสังคมตีกรอบความคิดและเปราะบางเกินกว่าจะพูดความจริง

06 MAR 2020
Digital Fashion Writer

POONYANUCH KUBOONYAARRAK

เดือนมีนาคมนี้เราได้หนุ่มแฟอย่าง เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ และนักร้องสาวเสียงดี วี-วิโอเลต วอเทียร์ มาร่วมพูดคุยอัพเดตและเจาะลึกถึงเรื่องราวการก้าวพ้นจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ของทั้งคู่ ที่นอกเหนือจากความเปลี่ยนแปลงเรื่องการทำงานแล้ว ทัศนิคติของทั้งคู่ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วยเหมือนกัน เราลองมาฟังมุมมองจากทั้งนักร้องและนักแสดงมากความสามารถคู่นี้กันดูเลยดีกว่าค่ะ

รู้สึกอย่างไรที่มีคนบอกว่าเจมส์แสดงหนังก็ดีอยู่แล้ว มาเป็นนักร้องทำไม

ก็อยากรับครับ ได้ตังค์ใครไม่อยากได้ แต่มันกลวง มายืนเป็นบอยด์แบนด์หล่อๆ ในอีเวนต์ เป็นนักแสดงที่หล่อจังเลยแต่แสดงห่วย คุณดูถูกตัวเอง ดูถูกอาชีพ ผมเกลียดคนแบบนี้ และผมจะไม่เป็นคนแบบที่ผมเกลียดเด็ดขาด

คนอย่างที่เจมส์ชอบและอยากเป็นเป็นแบบไหน

คนที่ไม่เคยย่ำอยู่กับที่ เราไม่ได้อยากให้คนตามเราเพราะเราพยายามจังเลย เราอยากให้คนตามเราเพราะความสามารถ โอเคว่าความรู้สึกแรกที่คนมีต่อดาราคือน่ารักดี หล่อดีแล้วติดตาม แต่สักพักคนมองที่ผลงานอยู่แล้ว เราคนหนึ่งละที่มองคนที่ผลงาน เราเลยซ้อมทุกวัน เราต้องเป็นตัวจริง ต้องเก่งจริงให้ได้ คนเราต้องเอาจริงเอาจังในทุกๆ อาชีพแหละครับ

ความคาดหวังของวีในปีนี้เป็นอย่างไร

ตอนนี้วีอยากรู้ว่าถ้าเพลงออกไปนอกประเทศได้จะเป็นยังไง วีเลยทำอัลบั้มเต็มเพลงภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลางที่น่าจะสื่อสารกับคนได้เยอะ เพลงเราน่าจะไปถึงคนเยอะขึ้นบ้างแหละ ต้องลองโปรโมตก่อนว่าคนจะชอบกันขนาดไหน แต่ส่วนตัวแล้ววีชอบและภูมิใจ วีว่าเพลงดีและเพราะ” เรามาถึงจุดที่การถล่มตัวนั้น #2019 เป็นเรื่องเอาต์ไปแล้ว และความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกคือ #2020 เป็นเรื่องที่ควรทำให้อินกันได้แล้ว

ในชีวิตกลัวว่าต้องสูญเสียอะไรบ้าง

"กลัวสูญเสียเสียงเพราะวีเป็นนักร้อง และกลัว…สูญเสียความเป็นตัวเอง” เราอยู่ตรงนี้มีสิ่งรอบข้างที่จะทำให้เราโอนอ่อนและพร้อมจะเปลี่ยนเราตลอดเวลา ที่ผ่านมาเราเองก็ทำตามอารมณ์เกินไป เราเลยไม่มีรูทีนในชีวิต มันทำให้เรารู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลยในชีวิตตัวเอง กลายเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกว่าทุกอย่างพร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าอะไรที่เราทำแล้วเราสบายใจ เลยกลายเป็นว่าเราไปหาความสบายใจจากจุดอื่นที่เหมือนกับบอกเราว่า ทำแบบนี้สิแล้วเธอจะอยู่ในสังคมได้ เราเริ่มกลัวว่าคนจะว่ายังไง มองเรายังไง เราคิดว่าเราอิสระแต่เราเดินตามกรอบของคนอื่น

กรองตัวเองเยอะขึ้นมาก?

วีอธิบายได้ว่าทุกวันนี้วีกรองคำพูดตัวเองเยอะมาก มีหลายเรื่องที่อยากพูดแต่สื่อสารออกไปไม่ได้ วีพูดน้อยลงมากๆ เพื่อจะดีดตัวเองออกจากปัญหาหรือหลีกเลี่ยงปัญหา บางเรื่องวีกลัวไปก่อนทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย พออึดอัดอยากระบาย (ถอนใจ) วีคิดว่าไม่มีใครที่เราจะคุยด้วยอย่างลึกซึ้งได้มากเท่ากับตัวเราเอง เพราะเวลาเราพูดกับคนอื่นเราก็กรองตัวเองอยู่ดี เราไม่อยากดูเป็นคนงี่เง่า ดูนิสัยไม่ดี ไม่อยากดูเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ในสายตาคนอื่น ซึ่งเราก็ควรจะกรองบ้างในบริบทที่ถูก แต่วีกรองตัวเองมากไปจนไม่สามารถจะแสดงความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองได้มากเหมือนเมื่อก่อน”

ระวังตัวเองในโซเชียลมากขึ้นด้วยไหม

มากๆ วีเทรนตัวเองให้ไม่โพสต์อะไรที่เป็นลบออกมาเลย โพสต์แต่เรื่องกลางๆ เรื่องงาน เรื่องทั่วไปที่ไม่กระทบใครทั้งสิ้น ไม่ได้บอกว่ากำลังจะเป็นไอจีดารา แต่มันไม่ฉลาดที่เราจะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาตลอดเวลา สิ่งที่เราโพสต์มันแว้งกลับมาทำร้ายเราได้ เราต้องคำนวณดีๆ และคิดให้รอบด้านว่าเราควรใช้คำไหน ควรทำยังไง สร้างเหตุการณ์ไว้ในหัวก่อนว่าจะเกิดอะไรได้บ้าง เราพร้อมรับความเสี่ยงได้ขนาดไหน วีเห็นตัวอย่างจากคนในวงการเยอะมากที่โพสต์แสดงความเห็นหรือความรู้สึกแล้วโดนตีกลับแรงจนทุกอย่างที่เขาทำมามันพังไปหมด แบบไม่มีโอกาสให้กลับมาอีก วีว่าคนเราต้องทำผิดพลาดบ้าง แต่ตอนนี้วีเห็นว่าบ้านเราไม่เปิดพื้นที่ให้กับการทำผิดพลาดแล้วเรียนรู้เลย วีเลยไม่กล้าทำพลาด ไม่ได้บอกว่าเป็นสังคมไทย แต่หมายถึงสังคมปัจจุบันที่เปราะบางไปหมด

เจมส์มีความคิดเห็นยังไงกับการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล ณ เวลานี้

คนชอบมองว่าดาราทำงานอยู่ตรงนี้ก็ต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้สิ โทษนะครับ มันไม่ได้หมายความว่าเราเป็นสมบัติสาธารณะที่ใครจะมาทำอะไรก็ได้ มันเลยมีคอมเมนต์บางประเภทที่ไม่ใช่คำวิจารณ์และไม่ใช่ free speech ด้วย มันคือ hate speech แล้ว นี่ถ้าผมแสดงตัวตนจริงๆ อยู่ประเทศอื่นเขาคงบอกว่าดี รู้จักแสดงทัศนคติ เป็นคนมีความคิด แต่ผมเป็นงานครับ รู้ว่าควรทำยังไงถึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้ในสังคมนี้ การพูดในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยินตลอดเวลามันเหนื่อยนะครับ อึดอัดด้วย เราจะอยู่แบบเราไม่พูดอะไรเลยก็ได้ ถ้าพูดแบบเห็นแก่ตัวว่าเราทำงานอยู่ตรงนี้ เราได้เงินดี เราโชคดีกว่าหลายๆคน แต่ผมรู้ว่าผมทำอะไรได้มากกว่านั้น ถ้ามีโอกาสผมจะพูด

เป็นคนไม่ชอบถูกตีกรอบ รวมถึงเรื่องแฟชั่นด้วย?

ผมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงเยอะมาก ผมว่าเส้นแบ่งทางเพศในแฟชั่นมันไม่มี เริ่มจากหาไซซ์ในเสื้อผ้าผู้ชายไม่ได้และแบรนด์ผู้ชายทำแต่กางเกงขาสั้น ขายาว เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต พอมาดูแบรนด์ผู้หญิง โห ทำไมยีนส์มีหลายทรง กางเกงทรงขากว้างผู้ชายก็ใส่กันทำไมไม่ทำ บางทีเจอเสื้อทรงสวยแต่ไม่น่าโปะลายนี้มาเลย เสื้อตัวนี้ผ้าดีมากแต่ทำไมทำคอใหญ่ ผมเลยทำเสื้อใส่เอง ซื้อเสื้อเรียบๆ เอามาตัดมาเพนต์แบบที่เราพอใจ ได้ดั่งใจละ นอนหลับสบาย ใส่ออกงานด้วย บริษัทจะเตรียมให้ ผมบอกไม่ต้อง ทำเองใส่เองนักเลงพอ

เมื่อพูดเรื่องแฟชั่นเจมส์ดูมีความสุข

ก็มันไม่เครียดไง ไม่มีคนมาตัดสินว่าร้องแย่ แสดงไม่ดี หนังห่วย เอ่อ ที่จริงก็มีคนว่าผมแต่งตัวแย่ แต่เรา don’t care มันคือตัวเรา 100% ในสามอย่างนี้ หนัง ดนตรี แฟชั่น ผมอินกับแฟชั่นสุด บอกเลย แฟชั่นมาทีหลังแต่แซงโค้ง มันสนุก แต่จะว่าเราเลือกแฟชั่นก็ไม่ถูก ทุกอย่างเสริมกัน โชคดีที่พอเจออะไรที่ยึดเป็นอาชีพได้ มันดันเป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นคนที่แต่งตัวอยู่ดีๆก็ได้ตังค์

สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของวีคืออะไร

วีค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการได้อยู่กับคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน เราได้มีช่วงเวลาดีๆ และจริงด้วยกัน เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างในวงการนี้ก็ไม่ได้จริงขนาดนั้น  วีอยากรู้สึกว่ามีจุดยึดอะไรบางอย่าง เลยคิดว่าอยากเซตรูทีนให้ตัวเองเดินตามเส้นนั้น แล้วค่อยๆ ขยับกรอบของตัวเองไปจากจุดนั้น ไม่มีตำราที่เขียนบอกว่าอยู่ในวงการนี้ต้องทำตัวยังไง มันยากนะ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้วีก็จะเข้าวงการนี้อยู่ดี แม้ว่าจะต้องเจอภาวะนี้ มีบางอย่างที่วีรู้สึกว่าแลกก็ได้ มันคือการที่เราได้ทำสิ่งที่รัก แค่นั้นพอแล้ว “ณ ตอนนี้วีอยู่ในช่วงที่กำลัง ‘ช่างมัน’ กับทุกสิ่งทุกอย่าง คงเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แต่เราไม่ได้อยากจะโต เราไม่ได้พร้อมขนาดนั้น แต่ทำไงได้ คนเราก็ต้องโต มีคนพูดว่าวีเปลี่ยนไป วีบอกเลยว่าก็ต้องเปลี่ยนแหละ ถูกแล้ว สิ่งที่เราเจออยู่อาจจะไม่ดี แต่พอไปถึงจุดหนึ่ง มันต้องดี ในเมื่อเราเลือกเส้นทางนี้แล้ว”

Photographer: กฤษฎา หัศภาค
Stylist: ธันวา เทียมเมฆ
Make-up: วิศรุต จุลละศร
Hair: เบญจพร คำพับ
Assistant Photographer:
รัฐภูมิ บุญทา, สมบูรณ์เกียรติ วงศ์หอม และอุดมศักดิ์ เอมอู่สิน
Assistant Stylist: ปาริชาติ คำกันสิงห์ และทศวัฒน์ สุขแสง
เสื้อผ้าและเครื่องประดับจาก : Chanel

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH