SIGNATURE

เปิดใจ 3 พระเอกหนุ่มเลือดใหม่ "ไบรท์-ตรี-เน๋ง" กับมุมมองต่ออาชีพนักแสดงที่เปลี่ยนไป

ก่อนมาเป็นนักแสดงแต่ละคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

16 MAR 2020

ถกลเกียรติ วีรวรรณปั้นให้ ‘แท่ง’ เป็นพระเอกคนแรกของเขาในละครเรื่องรักในรอยแค้นเมื่อ 28 ปีก่อน วันนี้คุณบอยตัดสายสะดือพระเอกยุคทีวีดิจิทัล ‘ไบร์ท-ตรี-เน๋ง’ ที่แม้ชั่วโมงบินยังน้อยนิดแต่พวกเขามาพร้อมความตั้งใจที่จะอยู่ไปยาวๆจนเป็นปูชนียดาราแบบศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

(ซ้ายไปขวา) ไบร์ท นรภัทร, ตรี ภรภัทร และ เน๋ง ศรัณย์

“ผมโง่มากเรื่องแสดง” ไม่ใช่ประโยคที่จะได้ยินกันง่ายๆจากปากพระเอก ซึ่งดูจะถนัดมากกับการถล่มตัวเองโดยไม่ต้องมีใครเชิญ “เข้าฉากครั้งแรกบังกล้องคนอื่นกระจาย พอโดนคัตก็ไม่กล้าขยับตัวเลยทีนี้ เล่นแข็งไปอีก (หัวเราะ) ตอนนั้นนึกถึงคำว่าความรับผิดชอบอย่างเดียวเลย รับปากเขามาแล้วต้องทำให้เสร็จ หน้าที่เราคือตื่นเช้ามากองถ่ายให้ได้ทุกวัน”

“ผมเริ่มเรียนรู้วงการบันเทิง เป็นอีกวิชาที่ไม่ได้มีหลายคนที่ได้เรียน เป็นวิชาเฉพาะกลุ่มหน่อยๆ ผมศึกษาว่าศิลปินดาราเขาทำอะไรกัน วงการบันเทิงคืออะไร วันๆเขาแต่งหน้าหล่อสวยไปให้นักข่าวสัมภาษณ์แค่นั้นหรือเปล่า แรกๆก็คิดเรื่องรายได้ ถ้าเป็นวิศวกรผมรายได้ดีและมั่นคงด้วย งานวงการบันเทิงรายได้เหมือนจะดีแต่ไม่มีความมั่นคงใดๆ แต่ผมไปฟัง อ.เฉลิมชัย (โฆษิตพิพัฒน์) เขาบอกว่าไม่ว่าคนวาดรูปหรือคนเช็ดกระจก ถ้าเก่งจริงก็อยู่ได้ ผมมานั่งคิดตามว่ามันก็จริง ความมั่นคงเป็นแค่คำที่คนพูดกัน อยู่ตรงไหนก็มั่นคงได้ถ้าเราเจ๋งพอ”

ไบรท์ นรภัทร ในแจ็กเก็ตผ้าค็อตตอนตกแต่งลายจาก Bottega Veneta

พูดถึงคำว่าตีก็เหมือนไปตีโดนกล่องอดีตของไบร์ท อีกครั้งที่เขาเป็นฝ่ายเล่าออกมาอย่างหมดไส้หมดพุงว่าเป็นเด็กเกเรตัวพ่อมาก่อน “ผมเคยเป็นข่าวตอนยังไม่เข้าวงการ ถูกเจ้าของร้านกับเด็กเสิร์ฟที่พัทยาเป็นสิบรุมกระทืบ ครั้งนี้เป็นคดีความ แต่ผมได้แฟนคลับเยอะมาก ‘เลือดอาบยังหล่อ’ ‘อยากเป็นผ้ากอซ’ ผู้หญิงทั้งนั้นครับที่มาคอมเมนต์” เรามองหน้าเขาซึ่งเขารู้ทันทีว่าเรามองทำไมจึงปฏิเสธว่าไม่เคยทำศัลยกรรม เพราะไม่เคยมีอะไรหัก อย่างมากแค่โดนเย็บ “ตอนนี้เลิกหมดแล้วครับ ใครมองหน้าก็ยิ้มให้ (ยิ้มหวาน) ผมไม่กลัวใครจะขุดอดีตมาแฉ ไม่งั้นผมไม่เล่าให้ฟังหรอก มันคืออดีตของผม คนเราแก้ไขตัวเองได้และวันนี้ผมเปลี่ยนไปแล้ว”

ไม่ได้ตั้งใจเรียงลำดับความเฮี้ยว แต่ตรีเข้าใจหัวอกไบร์ทอย่างลึกซึ้งประสาคนมีอดีตแสบซ่าเหมือนกัน “ผมเป็นเด็กเกเรที่สวดมนต์ทุกวันนะครับ” เขาออกตัวไว้ก่อนว่ามันเป็นเรื่องของฮอร์โมนล้วนๆ “ตอนเด็กๆดูละคร เห็นพี่ติ๊ก (เจษฎาภรณ์ ผลดี) เล่นเป็นหมอ เขาเท่มาก เราเห็นเขาเป็นไอดอลเลยอยากเป็นหมอตาม ก็ตั้งใจเรียนมากครับตอนอยู่อัสสัมชัญศรีราชา แต่พอม. 3 ได้ย้ายกลับมาเรียนกรุงเทพฯ เรามีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ติดเพื่อน จีบหญิง ความฝันที่อยากเป็นหมอก็หมดไป แต่นานวันเข้าผมเริ่มเบื่อกับชีวิตเสเพล มันไม่สนุกอีกแล้ว เลยขอแม่ไปเรียนลอนดอน 1 ปี พูดภาษาอังกฤษได้ เป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะ”

ตรี ภรภัทร ในเสื้อนิตทอลาย กางเกงเดนิมจาก Loewe

ฝันที่อยากเป็นหมอ ชีวิตนอกกรอบที่ไม่ได้คาดหมาย จนถึงการเป็นนักแสดงที่ไม่เคยแม้แต่จะฝันถึง แต่เขาก็ทำมันเมื่อโอกาสตกใส่หน้าตัก “แรกๆคิดว่าแค่ท่องบท สักแต่ว่าทำไปให้เสร็จและไม่เป็นตัวถ่วงก็พอ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มีคนรอดูเราอยู่ มีคนอินไปกับเรา เราต้องตั้งใจ พอเราดีขึ้นคนก็ชอบเรามากขึ้น คนที่ไม่รู้จักผมมักจะคิดว่าผมเป็นคนตลกเฮฮา แต่จริงๆผมไม่ชอบยุ่งกับใคร ทีนี้พอเข้าวงการมีคนมากรี๊ดก็ทำตัวไม่ถูก เวลาไปถ่ายรายการผมเกร็งมาก จนพี่บอยเรียกไปคุยและเขาพูดมาคำหนึ่งว่าเราเป็นนักแสดงช่องวัน รายการก็เป็นของช่องวัน นี่คือบ้านเรา เราควรทำตัวเหมือนเจ้าบ้าน ไม่ใช่ทำตัวเป็นแขก อีกเรื่องคือผมลงรูปในไอจีน้อยมาก สองเดือนลงครั้ง พี่ๆที่ดูแลผมโทร. มาตามทุกวัน ผมไม่ชอบโดนถ่ายรูป ไม่ใช่คนที่ไปนั่งตามร้านเก๋ๆแล้วเรามาถ่ายรูปกันเถอะ แต่ผมดันมาทำอาชีพนี้” 

สิ่งที่ท้าทายที่สุดเมื่อเข้าวงการบันเทิงคืออะไร ตรีตอบทันทีว่า “ได้รู้ว่าความเท่มันทำยากมากในวันที่เราเข้ามาทำอาชีพเดียวกับพี่ติ๊ก (หัวเราะ) ไม่ใช่แค่หน้าตา อยู่ที่ความคิด ความทุ่มเท เสน่ห์ ไม่ใช่เดินหล่อๆเข้ามาเล่นละครแล้วดัง มันก็มีคนที่เป็นแบบนั้นแต่ไม่ใช่ผม ได้รู้ว่าภาพที่เราเห็นในทีวีไม่กี่วินาทีเขาต้องถ่ายทำกันหลายชั่วโมง แต่ผมมีความสุขที่ได้แสดงเพื่อแสดง ไม่ได้แสดงเพื่อจะไปรับรางวัล”

เน๋ง ศรัณย์ ในเสื้อเชิ้ต ชุดสูทผ้าลินิผสมจาก Hermes

คนสุดท้ายที่ก้าวมานั่งบนเก้าอี้ปุจฉา-วิสัชนาก็คือเน๋ง ซึ่งแนะนำตัวแล้วเลยอธิบายต่อเองว่า “สะกดว่า ‘เน๋ง’ นะครับ ที่มาคือเป็นชื่อเล่นพ่อกับแม่ พ่อชื่อเจ๋ง แม่ชื่อนิด รวมกันเป็นเน๋ง เลยเขียนแบบนี้ ผมเคยคุยกับอาจารย์ทางภาษา เขาบอกว่าเขียนว่าเน๋งได้เพราะเป็นชื่อเฉพาะ” ทุกคนในกองถ่ายไม่ว่าจะกองละครหรือกองแฟชั่นเรียกเขาว่าหมอเน๋งซึ่งหน้าตาขาวตี๋ของเขาตรงตามคุณลักษณะหมอในอุดมคติทุกประการ เป็นดาราก่อนหรือเป็นหมอก่อน? เน๋งหัวเราะร่วนก่อนตอบว่า “เป็นหมอก่อน” แต่แฟนคลับหน้าใหม่อย่าเพิ่งเอาตัวเองไปให้หมอตรวจถ้ายังไม่ได้อ่านประโยคนี้เสียก่อนว่า “ตอนเอนทรานซ์ก็ตั้งใจเข้าสัตวแพทย์ คุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ ตอนนี้ผมประจำอยู่ 2 โรงพยาบาล (สัตว์)”

สองโลกนี้ไม่เหมือนกันเลย ผมพยายามทำให้มันกลืนเข้าหากันอยู่ ตอนเป็นหมอแรกๆเรื่องการสื่อสารผมไม่ได้ดีมาก ไม่ใช่หมอที่ถามซอกแซก แต่พอเป็นนักแสดงเราพูดคุยมากขึ้นก็ได้รู้ข้อมูลของคนไข้มากขึ้นก็รักษาได้ดีขึ้น เพราะคนไข้ของเราพูดไม่ได้ เราต้องซักถามเจ้าของเอาเอง ถ้าเราเป็นหมอขรึมๆ เจ้าของก็จะไม่ค่อยบอกข้อมูล กลัวโดนหมอด่าหรือบอกแต่เรื่องที่ควรบอกเท่านั้น เวลาเจ้าของพาสัตว์มารักษาก็โดนแซวบ้าง วันนี้ไม่ขับเครื่องบินเหรอ เพราะเรื่องที่แล้วผมเป็นนักบิน ก็ตอบกลับไปว่าวันนี้เปลี่ยนอาชีพครับ”

เน๋ง ศรัณย์ ในเสื้อเชิ้ต ชุดสูทผ้าลินิผสมจาก Hermes

“อาชีพหมอมีเวลาฝึกฝน 6 ปีกว่าจะได้ออกไปรักษาจริง แต่ก่อนที่เราจะออกไปแสดงจริงเราอาจจะมีเวลาแค่ 2 เดือนที่จะศึกษาตัวละคร เราต้องทำการบ้านหนักมาก ต้องเข้าคอร์สเรียนการแสดงแบบเข้มข้นเลย ยังไม่นับฉากที่ต้องบู๊ผาดโผนในละครเรื่องใหม่ ในชีวิตจริงสมมติว่าทหารตกน้ำครั้งเดียว แต่พอแสดงเราต้องตกแล้วลอย ตกแล้วลอยไม่รู้กี่ครั้งกว่าจะได้ภาพที่เอาไปออกอากาศได้ ครั้งแรกที่เปิดกล้องละครเรื่องใหม่กลับบ้านไปผมป่วยเลย ถ่ายถึงเช้า ตากแดด วิ่งกระโดดจากหน้าผา ลอยในน้ำตก เจอระเบิด แขนถลอก” เน๋งทำเสียงสะพรึงเมื่อนึกถึงภาพในกองถ่ายที่เขาต้องไปเจออีก

“มีแนวคิดหนึ่งที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนผมตัดสินคนอื่นไปก่อนว่าทำแบบนั้นทำไม รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดี แต่พอเป็นนักแสดง เราต้องเข้าใจตัวละคร ผมเลยตั้งคำถามใหม่ว่าคนคนนั้นมีเหตุผลอะไรที่ทำในสิ่งที่เขาทำ เราพยายามเข้าใจคนอื่น นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไป ตอนผมเป็นหมอก็คิดแต่ตรรกะ ถ้าเมาแล้วขับรถก็รู้อยู่แล้วว่าต้องโดนจับ ทำไปทำไม แต่ตอนนี้ผมคิดว่าอาจมีเหตุสุดวิสัยบางอย่างที่ทำให้เขาทำแบบนั้น เราได้เข้าใจคนไข้มากขึ้นด้วย แต่ก่อนเจ้าของสัตว์บอกว่าหมาไม่กินยาเม็ด ผมจะยืนยันว่าต้องกินครับ (หน้าเข้ม) เพราะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ตอนนี้ผมจะให้ตัวเลือก ไม่กินยาเม็ดก็ยาน้ำ ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ผมว่าผมเป็นหมอที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นนะ”

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
PHOTOGRAPHER: AKKAPON KUMPUSAN
STYLIST: PITIPONG PONGDAM
MAKE-UP: ศรัณย์ อานาภรณ์
HAIR: สุพิสุทธิ์ อินทร์เรือง และ ธงชัย สุริยสรรณ
ASSISTANT STYLIST: ศุภโชค มงคลวิทย์
ASSISTANT PHOTOGRAPHER: ชญาน์ทัต นุตพุ่ม

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH