SIGNATURE

การเติบโตในแบบของ Park Seo Jun และมุมมองการใช้ชีวิตในแบบที่เขาเองเป็นผู้กำหนด

นักแสดงที่มาพร้อมความฝัน และการไล่ตามฝันในแบบของตัวเอง

04 DEC 2020

เราได้มาพบกันในฐานะแบรนด์แอมแบสซาเดอร์ Chanel Beauty ลองพูดถึงความทรงจำเกี่ยวกับน้ำหอม Chanel N°5 หน่อยค่ะ

ผมรู้จักน้ำหอมนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่รับรู้ถึงเสน่ห์ของมันอย่างจริงจังก็คราวนี้แหละครับ นอกจาก N°5 แล้วแบรนด์ Chanel เองก็เป็นที่จดจำเหมือนกัน ผมยังจำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มมีชื่อเสียง ผมพา1แม่ไปที่ร้าน Chanel เพื่อซื้อกระเป๋าเป็นของขวัญให้ท่าน ดูท่านมีความสุขมาก แม่ผมเป็นคนสมถะแต่พอได้ลองใช้กระเป๋า Chanel แล้วคงชอบ เลยขอให้ผมซื้อให้อีกใบ (หัวเราะ) เวลาผมอยากซื้อของขวัญให้คนสำคัญผมจะนึกถึง Chanel เสมอครับ

ถึงแม้แอลจะได้พบกับคุณมาหลายครั้ง แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นปก

ตอนปี 2013 ที่ผมเพิ่งเข้าวงการ Elle Korea ก็เป็นหนังสือเล่มแรกๆที่ผมได้ถ่ายแบบด้วย ตอนนั้นเหมือนจะมีแค่ภาพเดียวเอง...ผมตอนอายุ 28 ปีเป็นช่วงที่กำลังทุ่มเทให้กับการแสดงแบบสุดตัว ถ้าอย่างนั้นแอลก็คงอยู่ในช่วงที่ต้องเติบโตอีกเยอะเลยสินะครับ (หัวเราะ) ตอนนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับทุกคนแต่ผมคิดว่าที่เราได้มาพบกันในโอกาสดีๆแบบนี้ก็เป็นเพราะแอลมีความสามารถในการแข่งขันนั่นแหละครับ

เมื่อกี้คุณดูเหมือนรองบรรณาธิการ Ji Sung Joon จากเรื่อง ‘She was Pretty’ เลย (หัวเราะ) แต่วันนี้เราคงต้องพูดถึง ‘Itaewon Class’ คุณรู้สึกว่าผลตอบรับแตกต่างจากผลงานเรื่องอื่นบ้างหรือเปล่า

มีคนเลียนแบบตัวละคร Park Seo Roy เยอะมากครับ อาจเป็นเพราะตัวละครนี้เป็นกระบอกเสียงของคนหนุ่มสาวและมีพลังในการส่งสารที่ทำให้ผู้คนรู้สึกร่วมไปด้วยได้

ฉันประหลาดใจมากที่หนุ่มๆวัย 20 หลายคนที่ถูกสัมภาษณ์ช่วงครึ่งปีแรกพากันพูดถึง ‘Itaewon Class’ ถ้าจะบอกว่าก่อนหน้านี้คนมองว่าชีวิตที่น่าอวดหมายถึงการใช้ชีวิตมีสไตล์ หลังจากมี Park Seo Roy คนคงหันมามองว่าการใช้ชีวิตด้วยความศรัทธาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมแทน

ละครเรื่องนี้ทำให้ผมย้อนมองชีวิตตัวเองเยอะมากเหมือนกันครับ ตอนอ่านบทก็มีหลายครั้งที่นึกว่า ‘ถ้าทุกคนบอกว่าทำไม่ได้ เราจะยังดึงดันทำต่อจนสำเร็จได้หรือเปล่า’ ‘ตัวเราเคยยอมจำนนต่อสภาพความเป็นจริงบ้างไหม’ และย้อนนึกถึงปณิธานตอนเริ่มต้นทำงานครั้งแรกด้วย

พอกลับไปดูผลงานเรื่องอื่นๆของคุณ ฉันก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆถึงเรียกคุณว่า ‘หนุ่มผู้แข็งแกร่ง’ ฉายานี้มีความหมายอย่างไรกับคุณบ้าง

มันทำให้ผมได้สติครับ ทำให้ถามตัวเองว่าถ้าไม่นับภาพสะท้อนจากตัวละครแล้ว Park Seo Jun ตัวจริงเป็นคนหนุ่มผู้แข็งแกร่งด้วยหรือเปล่า ผมมีความฝันของตัวเอง และยังต้องก้าวผ่านช่วงเวลาอีกมากมาย เลยคิดว่าตอนนี้ตัวเองก็ยังใช้ชีวิตแบบคนหนุ่มอยู่นะครับ 

คนหนุ่มผู้แข็งแกร่งในความคิดของคุณต้องเป็นแบบไหน?

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในตอนนี้ ตอนเด็กๆถึงคนรอบข้างจะให้คำแนะนำหรือสอนวิธีเลี่ยงความล้มเหลวให้แต่วิสัยทัศน์ของเราก็ยังแคบเกินกว่าจะเข้าใจมัน แต่ในเมื่อคนที่เสียใจคือตัวเราเอง ผมเลยอยากใช้ชีวิต อยากทำอย่างที่ต้องการแล้วสัมผัสมันเองมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าคำพูดของคนอื่นไม่จำเป็นนะครับ (หัวเราะ) ผมแค่รู้สึกว่ามันยังไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น ช่วงนี้ผมเร่งเครื่องขึ้น เพราะอยากโลดแล่นไปกับช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วครับ

เมื่อสนุกกับช่วงเวลานั้นแล้ว คุณพยายามจดจำมันไหม

ต่อให้พยายามก็ใช่ว่าจะทำได้นะครับ ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมมันบันทึกไว้ในตัวหนังสือหรือรูปภาพไม่ได้ด้วย ผมเลยพยายามดื่มด่ำกับทุกวินาทีและบรรยากาศตรงนั้นให้มากที่สุดแทน กลายเป็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปแล้วได้พบสถานการณ์คล้ายกันหรือได้ไปสถานที่เดิมๆความทรงจำมันก็ผุดขึ้นมาเอง

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Dream’ ที่คุณกำลังถ่ายทำอยู่โดนผลกระทบจากโควิด-19 มากทีเดียว มุมมองเรื่องการทำงานในต่างประเทศที่คุณเคยพูดถึงมาตลอดหลายปีคงเปลี่ยนไปแน่ๆ

ผมพยายามหลุดพ้นจากความคิดว่า ‘อยากทำอะไรสักอย่าง ต้องทำอะไรสักอย่าง’ อยู่ครับ ถ้าบทเข้ามาหาผมในตอนที่ผมพร้อมนั่นหมายความว่ามันคู่ควร ช่วงนี้ความมุ่งมั่นเหมือนตอนเดินสายออดิชั่นกลับมาอีกครั้ง แต่บางเรื่องที่ผมคิดว่าคงได้เล่นแน่ๆก็กลับไม่ได้เล่น แถมยังได้ฟีดแบ็กทั้งบวกและลบ พอถึงจุดหนึ่งผมเลยปล่อยวาง พอรู้สึกว่างานกลับมาราบรื่นผมก็ได้สติ ไม่อยากโลภมากเกินไปจนต้องใช้ชีวิตแบบรู้สึกขาดอยู่ตลอดเวลา

แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่มีช่วงไหนที่คนได้ใช้เวลาดูวิดีโอต่างๆมากเท่าตอนนี้แล้วนะ

‘What's Wrong with Secretary Kim?’ ที่เป็นผลงานของผมเมื่อ 2 ปีก่อนเพิ่งเข้า Netflix เมื่อไม่นานมานี้ ผมรู้ว่ามีคนมากมายทั่วโลกได้ชมผลงานของผมผ่านหลายแพลตฟอร์ม เมื่อก่อนผมมองฮอลลีวู้ดเป็นศูนย์กลาง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าโลกนี้มีผลงานดีๆอยู่เยอะมาก และผมรู้สึกเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดความเป็นเกาหลีมากขึ้นด้วย จะบอกว่ามันทำให้ผมกดดันน้อยลงก็ได้แหละครับ

ฝีมือการแสดงของคุณนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ละครที่ไม่ได้เป็นที่คาดหวังตั้งแต่แรกอย่าง ‘She was Pretty’ ‘Fight for My Way’ ‘What’s Wrong with Secretary Kim?’ เกิดการ ‘สวนกระแส’ ขึ้นมา คุณคิดอย่างไรกับผลลัพธ์และบทวิจารณ์แบบนี้บ้าง

ผมไม่ได้ใส่ใจเลยครับ และผมไม่ได้รับงานเพราะคาดหวังผลตอบรับอะไรด้วย แน่นอนว่านักแสดงนำมีบทบาทในกองถ่ายเยอะมาก และผมก็ต้องรับผิดชอบมัน แต่ผมคิดว่าผลลัพธ์หรือเรตติ้งเป็นผลจากการที่มืออาชีพในแต่ละด้านร่วมมือกันสร้างงานออกมาอย่างสุดความสามารถมากกว่า ผมสงสัยเหมือนกันว่าคำว่า ‘สวนกระแส’ มันถูกนำมาใช้บ่อยๆตั้งแต่เมื่อไร แต่ผมไม่อยากลืมตัวเพราะหลงใหลชื่อเรียกหรือคำพูดดีๆที่อยู่ในหัวข้อข่าวครับ สำหรับผมแล้วการที่ผู้คนได้มารวมตัวและอยู่ด้วยกันเพื่อผลงานเรื่องหนึ่ง การสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีร่วมกับพวกเขา และสนุกกับช่วงเวลาที่อยู่ในกองถ่ายสำคัญกว่ามาก

ฉันเห็นด้วยว่าช่วงเวลาถ่ายทำคือสิ่งสำคัญ เพราะมันคือชีวิตประจำวันของคุณ

เวลาผมไม่พอใจการแสดงของตัวเอง ผมจะถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่มีสมาธิให้มากกว่านั้นล่ะ และอะไรคือปัญหา แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองต้องแบกรับบทวิจารณ์ที่พูดถึงผลลัพธ์โดยรวม เพราะฉะนั้นต่อให้วิจารณ์ออกมาแย่หรือดีผมก็ไม่หวั่นไหวกับมัน แต่แน่นอนว่าถ้ามันแย่น้อยหน่อย ผมก็คงดื่มโซจูแล้วรู้สึกว่ามันขมน้อยลง (หัวเราะ)

สาวๆหลายคนบอกว่า ‘อยากมีแฟนแบบ Park Seo Jun’ พวกเธอคงไม่ได้มองจากหน้าตาอย่างเดียวแน่ๆ ถ้ามองด้วยสายตาของนักแสดง คุณมองว่าบุคลิกหรือภาพลักษณ์ของตัวเองน่าดึงดูดอย่างไร?

ผมก็ไม่รู้ครับ! ไม่รู้จริงๆนะ ในงานแฟนมีตติ้งผมก็พูดได้แค่ว่า “ชอบผมเหรอครับ จริงเหรอ ขอบคุณครับ” แต่ไม่กล้าถามว่า “ทำไมถึงชอบผม” บางคนอาจทำแบบนั้นได้สบายๆ แต่ผมรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ตัวผม ผมชอบความกลมกล่อม ทั้งในเรื่องการแสดงและการใช้ชีวิต พวกเธออาจชอบความกลมกล่อมแบบนั้นก็ได้มั้งครับ เฮ้อ! คำถามนี้ตอบยากจริงๆ

คุณเคยบอกว่าชอบคำถามที่ทำให้ได้จินตนาการและขบคิด และชอบผู้คนที่มีบทสนทนาน่าสนใจ ช่วงนี้มีหัวข้อไหนที่ทำให้คุณได้ขบคิดบ้าง

เทียบกับความตึงเครียดและความขัดแย้งมากมายในช่วงนี้ บทสนทนาของผมกับเพื่อนถือว่าเบานะ ผมกำลังสนใจเรื่องวิธีทำให้สมองโล่ง เลยคุยกันเรื่องฝึกสมาธิ และล่าสุดผมเพิ่งเริ่มเล่นกอล์ฟ ตอนนี้เลยไม่ได้คิดเรื่องอื่นเท่าไร ผมคิดว่ามันจำเป็นสำหรับคนอายุ 33 ปีอย่างผม เวลาทำงานผมก็ตั้งสมาธิกับมัน นอกเหนือจากนั้นผมก็จะทำอย่างอื่นที่ทำให้ผมคิดเรื่องงานน้อยลงครับ

สิ่งที่จุดประกายความฝันในการเป็นนักแสดงของคุณคือการแต่งคอสเพลย์ในงานโรงเรียนสมัยมัธยมต้น เพราะคุณอยากเปลี่ยนนิสัยขี้กลัว ทำไมคุณถึงอยากเปลี่ยนนิสัยนั้นของตัวเองทั้งที่เป็นแบบนั้นก็ใช้ชีวิตได้เหมือนกัน

ตอนนั้นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อเลยครับ ผมรู้ว่านิสัยนี้ก็คือตัวผมเหมือนกัน แต่พอคิดว่า ‘ทำไมเราใจฝ่อแบบนี้’ ‘ไม่ชอบที่ตัวเองดูโง่แบบนี้เลย’ ก็เลยอยากทิ้งมันไป ผมเคยคิดว่านิสัยขี้กลัวของผมหายไปเยอะหลังเข้าวงการ แต่ที่จริงผมแค่รู้วิธีจัดการกับมันเฉยๆ และตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวตนที่แท้จริงของผมก็ยังเหมือนตอนนั้น ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีในงานประกาศรางวัลไม่รู้ทำไมผมถึงเหงื่อออกเยอะนัก...(หัวเราะ) แต่นิสัยแบบนี้ก็ช่วยเรื่องการแสดงได้เหมือนกันนะครับ เพราะมันทำให้ผมคิดต่อยอดแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ และค่อนข้างใส่ใจว่าจะสื่อสารมันออกมาอย่างไร ตอนนี้ผมเลยพยายามไม่เกลียดตัวตนแบบนั้นของผมแล้ว

รอบตัวคุณมีเพื่อนและทีมงานหลายคนที่อยู่กันมานาน คุณมีวิธีปฏิบัติต่อคนที่รักและคนใกล้ตัวอย่างไรบ้าง

ยิ่งเป็นคนใกล้ตัวยิ่งต้องระมัดระวังคำพูดที่จะสร้างบาดแผลให้กัน และยิ่งต้องรักษามารยาท ต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ต้องเคารพกัน ถ้าข้ามเส้นนั้นก็ถือว่าพลาดครับ

เราค่อนข้างคุ้นเคยกับภาพของคุณตอนอยู่กับเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือน้องๆ เลยจินตนาการไม่ออกว่าเวลาคุณเจอเรื่องลำบากจะเป็นอย่างไร

ทุกคนล้วนมีความลำบากของตัวเอง บางเรื่องต่อให้ตายแล้วฟื้นก็แก้ไม่ได้ แต่ว่าสามารถแบ่งเบากันได้ ถ้าลองพูดคุยกับเพื่อนๆความกังวลจะลดลงไปได้มากกว่านั่งเครียดอยู่คนเดียว และเราก็จะเริ่มเปิดใจอยู่ร่วมกับความกังวลนั้นได้ครับ เวลามีเพื่อนสักคนพูดว่า “ช่วงนี้เหนื่อยจัง” อีกฝ่ายจะแกล้งพูดว่า “นี่ ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละ” (หัวเราะ) รอบตัวผมมีคนดีๆอยู่เยอะมากจริงๆ

พอได้เห็นคุณก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ จากตัวประกอบ บทรอง สู่บทนำในละคร ต่อด้วยรายการวาไรตี้และโฆษณา จนกระทั่งบทนำในภาพยนตร์ ฉันเลยลุ้นอยู่ตลอดว่า ‘ขั้นต่อไป’ ของคุณจะเป็นอะไรกันนะ แล้วส่วนตัวคุณคิดอย่างไรคะ

ถ้ามันมี ‘ขั้นต่อไป’ ที่ใครสักคนกำหนดไว้ ผมคงจะกระโดดไปตรงนั้นแล้ว แต่มันไม่มีใช่ไหมล่ะครับ มีหลายอย่างที่ผมต้องตั้งใจทำ ผมรู้สึกขอบคุณที่ยังมีงานให้ทำอยู่ตลอด ผมอยากเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อยากศึกษาค้นคว้าเท่าที่ทำได้ ในอนาคตผมอยากแสดงให้เห็นสิ่งที่แตกต่างจากที่ผมเคยทำ ก่อนอื่นผมพยายามจะอดทนให้มาก เพราะผมคิดว่าถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค สิ่งที่อยากทำก็น่าจะพอประสบความสำเร็จได้แล้ว อาจมีบางครั้งที่เจ็บปวดหรือเครียดบ้าง แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องเจอระหว่างทางที่กำลังทำสิ่งที่อยากทำ ผมก็มองว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว

คุณคิดว่าพลังของกลิ่นหอมคืออะไร

ความทรงจำไงครับ การสูดกลิ่นหอมๆช่วยปรับอารมณ์ในชั่วขณะนั้นๆได้ แต่ความพิเศษยิ่งกว่านั้นคือกลิ่นมีพลังที่ทำให้นึกถึงคนหรือช่วงเวลาเก่าๆได้ด้วย ฉากที่ตัวละครหันกลับมาเพราะกลิ่นที่เตะจมูกชั่วครู่ตอนเดินอยู่บนถนนในละครหลายๆเรื่องอาจจะดูจำเจแต่มันมีที่มาที่ไปอยู่นะครับ

สิ่งที่ทำให้ Park Seo Joon มีความสุขเต็ม 100% ได้เร็วที่สุด

ผมเพิ่งรู้สึกเมื่อวานเลยว่าเวลาออกกำลังกายจนมีเหงื่อ ผมจะรู้สึกดีขึ้นทันที มันเป็นวิธีที่เลือกทำได้ง่ายที่สุด ทำให้ผมมีสมาธิที่สุด และเหมาะกับผมที่สุดแล้วครับ

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH