FASHION

เบื้องหลังความเป็นมาที่ทำให้ Cannes Film Festival เป็นมากกว่าแค่เทศกาลหนัง

มาทำความรู้จักเทศกาลหนังเมืองคานส์แบบเจาะลึกทุกดีเทล

13 MAY 2019

กว่า 7 ทศวรรษของงานเทศกาลภาพยนตร์ที่อุตสาหกรรมแฟชั่นไม่เพียงแต่เป็นตัวเสริมชื่อเสียงให้กับงาน แต่ยังขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไกลทั้งในเรื่องดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และเชิงพาณิชย์

ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีวงการแฟชั่นจะเป็นที่สนใจไปทั่วโลกและสามารถกวาดพื้นที่สื่อได้ทุกประเภท โดยเฉพาะในยุค digital disruption ที่แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นได้นาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นงาน Met Gala ที่จัดขึ้นในวันจันทร์แรกเดือนพฤษภาคมของทุกปี หรือแบรนด์มหาอำนาจก็จะจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นครูส 2020 ทั่วทุกมุมโลกตลอดทั้งเดือน

แต่ก็มีอีกหนึ่งงานที่เชื่อว่ามีอิทธิพลเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่านั่นก็คือ Cannes Film Festival ที่ทุกปีจะกลายเป็นโมเมนต์ที่เรียกว่า ‘talk of the town’ แต่สมัยนี้คือ ‘break the internet’ โดยเฉพาะในบ้านเราที่มีคนไทยไปร่วมงานและเดินบนพรมแดงด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อดู live stream ก็จะได้ยินเหล่าบรรดาช่างภาพตะโกนสุดเสียง “Araya! Araya! This Way” หรือ “Praya! Praya! This Way” ซึ่งพูดได้ว่าตลอด 73 ปีที่ผ่านมาของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของแฟชั่นมาโดยตลอด ที่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของรูปทรงดีไซน์เสื้อผ้าที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาวัฏจักรของแฟชั่น แต่ก็มีเรื่องราวเชิงพาณิชย์ มาร์เก็ตติ้ง และบริบททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1946 ที่กาสิโนของเมืองก่อนจะย้ายมาจัดที่ตึก Palais des Festivals et des Congrès ในปี ค.ศ. 1982 จนถึงทุกวันนี้ แรกเริ่มเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องผลงานภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลก ทั้งแบบอาร์ตเฮ้าส์ อินดี้ สารคดี หรือหนังฟอร์มยักษ์ และแล้วบทบาทของเทศกาลนี้ก็เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญสุดของโลกเทียบเท่ากับ Venice Film Festival, Berlin Film Festival และน้องใหม่ Toronto Film Festival พร้อมๆกับมีคนมาเยือนเมืองคานส์มากกว่าแสนคนทุกปีในช่วงเทศกาล เฉพาะสื่อก็มากกว่า 4,000 คนเข้าไปแล้ว ส่วนงบการจัดงานตลอด 12 วันก็สูงถึง 20 ล้านยูโร ซึ่งสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Cannes Film Festival เป็นมากกว่าแค่เทศกาลหนัง แต่เป็นงานมหกรรมเชิงวัฒนธรรม

Elle Fanning ในชุดของ Vivienne Westwood Haute Couture ปี ค.ศ. 2017

‘แฟชั่น’ ได้กลายเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้เทศกาลเมืองคานส์เป็นที่กล่าวขานถึงทุกปี โดยเสน่ห์ของงานนี้หากเทียบกับออสการ์ หรือ Met Gala ที่เน้นช่วงพรมแดง 2-3 ชั่วโมงแล้วจบ แต่ที่คานส์นั้นมีถึง 12 วัน ทุกช่วงเวลาที่คนดังปรากฏตัวตั้งแต่มาถึงด้านหน้าโรงแรมเพื่อเช็กอินจนถึงขึ้นเครื่องบินกลับบ้านก็เป็นโมเมนต์ที่ตีเป็นมูลค่าได้หมด ซึ่งหากย้อนกลับไปดูช่วงแรกของเทศกาลระหว่างยุค ’50s-’70s จะเห็นเป็นรูปขาวดำของเหล่าดาราฮอลลีวู้ดที่ต่างมาพักผ่อนอาบแดดบริเวณชายหาดด้านหน้าโรงแรม Intercontinental Carlton พร้อมให้บรรดาช่างภาพที่ในสมัยนั้นมีไม่เกิน 20-30 คนมาเก็บภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงสายหนังมิวสิคัล Ginger Rogers, Serge Gainsbourg และภรรยาสาวในตอนนั้น Jane Birkin พร้อมตะกร้าสานคู่ใจของเธอ หรือ Brigitte Bardot ที่ตอนนั้นยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่ก็มีชอตเด็ดมากมาย อาทิ ชุดบิกินี่ลายดอกไม้ที่หลายคนคงคุ้นตากันในปี ค.ศ. 1953

เมื่อเข้าสู่ยุค ’80s เป็นต้นมาด้วยอิทธิพลของทีวีและสื่ออย่างนิตยสารแฟชั่นและแทบลอยด์เข้ามามีบทบาท เราจึงได้เห็นดารานักแสดงกลายมาเป็นเซเลบริตี้ ที่ชีวิตโดนคุกคามจากเหล่าปาปารัซซี่ ซึ่งต่อมาก็ส่งผลให้ดาราระดับเอลิสต์ไม่สามารถมานั่งเล่นอาบแดดได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ทางเทศกาลเมืองคานส์จึงเริ่มจัด Photocall ช่วงบ่ายแถวท่าเรือเพื่อให้กองทัพช่างภาพได้รูปดาราพร้อมพื้นหลังเป็นอ่าวเฟรนช์ริเวียร่า ซึ่งดาราก็จะมาในชุดที่ดูลำลองและไม่เป็นทางการจนเกินไป เช่น ซัมเมอร์เดรส จั๊มป์สูท หรือสูทเข้ารูป ซึ่งสไตลิสต์ของดาราก็จะมีอิสระมากกว่าช่วงพรมแดงที่จะมีเงื่อนไขการเป็นแบรนด์แอมแบสซาเดอร์ต่างๆ 

มาถึงไฮไลต์ของงานเทศกาลเมืองคานส์คงหนีไม่พ้นช่วงพรมแดงที่หนังหลายเรื่องจะมาเปิดรอบเวิลด์พรีเมียร์ ซึ่งเราก็จะได้เห็นเหล่าดาราต่างตบเท้าเข้าร่วมประชันความงามเรียกแสงแฟลชกับการสวมชุดสุดตระการตา ที่หลายแบรนด์จะใช้โอกาสนี้เป็นแพลตฟอร์มโชว์ผลงานเสื้อผ้าศิลปะการตัดเย็บชั้นสูงหรือที่เรียกว่า haute couture ซึ่งหลายครั้งก็กลายเป็นโมเมนต์ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แฟชั่น 

ด้วยอิทธิพลของงานพรมแดงเมืองคานส์ที่สามารถเรียกยอด like, reach, engagement และ share ได้อย่างมหาศาล หลายแบรนด์หรือตัวดาราเองก็มีกลยุทธ์ที่ต่างกันออกไป อย่างแรกคือแต่ละห้องเสื้อจะมีการจัดลำดับความสำคัญของดาราและความสัมพันธ์ที่สร้างมาโดยตลอด ซึ่งแบรนด์มหาอำนาจอย่าง Chanel, Dior หรือ Louis Vuitton เองก็จะมีการแต่งตัวให้เหล่าแบรนด์แอมแบสซาเดอร์, Friend of the House หรือคนที่มองเห็นว่าอยากเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ในอนาคตในตลาดสำคัญ อย่างเช่นในปี ค.ศ. 2013 นักแสดงและนักร้องสาว Chris Lee หรือชื่อจีน Li Yuchun ก็ได้กลายเป็นดาราหญิงจากเอเชียคนแรกที่ได้ใส่ชุด Givenchy Haute Couture และต่อมาเธอก็เป็นมิวส์ของแบรนด์ใน Fall/Winter 2015

ธรรศ โนอุโมงค์ที่เป็น Head of Content and Social Media ของดิจิทัลเอเจนซี่ Bonjour Paris ที่ดูแลโปรเจ็กต์ออนไลน์ของแบรนด์อย่าง Fauré Le Page และ Roger Vivier บอกว่า “เสน่ห์ของเทศกาลหนังเมืองคานส์คือเป็นเทศกาลหนังระดับโลกที่มีชั้นเชิง ไม่ใช่มีแค่ดาราฮอลลีวู้ดอย่างเดียวแต่ยังมีดารา อินฟลูเอนเซอร์ นางแบบ ดีไซเนอร์จากทั่วโลกไปร่วมงานด้วย ซึ่งคานส์ก็มีอีเวนต์ยิบย่อยอีกเยอะ มันเลยทำให้แบรนด์ยอมทุ่มเงินเพื่อที่จะได้พื้นที่สื่อตรงนี้ และเพราะงานมีมากกว่า 10 วันมันจึงช่วยให้แบรนด์สามารถขายเสื้อผ้าได้หลากหลายแนวมากขึ้น ถ้าลุควันนี้ไม่ผ่านพรุ่งนี้เอาใหม่ ซึ่งแต่ละแบรนด์ไม่จำเป็นต้องทำชุดใหม่มามากมาย ชุดเก่าบ้างใหม่บ้าง ออกแบบให้เฉพาะดาราดังๆ พรีเซ็นเตอร์ หรือสปอนเซอร์ของงานบ้าง ขอเพียงแค่นำรูปไปลงนี่ก็ถือว่าได้พื้นที่สื่อแล้ว เพียงแต่ว่าจะต่อยอดอย่างไรจากตรงนั้นให้เปลี่ยนเป็นการซื้อสินค้าจากแบรนด์ นี่คือสิ่งที่หลายแบรนด์ต้องคิด จะทำคอนเทนต์เพิ่มในโซเชียลไหม ทำคอลเล็กชั่นพิเศษไหม ทำป๊อปอัพไหม คือจะทำอย่างไรให้กระแสที่ได้คงอยู่ไปอีกสัก 2-3 สัปดาห์หลังงานจบ”

Aishwarya Rai Bachchan ในชุดของ Michael Cinco ปี ค.ศ. 2018

ในขณะเดียวกันถึงแม้ดาราฮอลลีวู้ดระดับเอลิสต์จะมีสิทธิ์ใส่ชุดของแบรนด์ตามใจชอบ แต่งานเมืองคานส์ก็ยังมีดาราแม่เหล็กจากหลากหลายประเทศที่ส่วนมากมาเป็นแขกของบรรดาสปอนเซอร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือแบรนด์ชั้นนำจะจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในอันดับ 2-3-4 เพราะอาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขวาง ซึ่งชุดที่ได้สวมใส่ก็อาจไม่ดูโดดเด่นมากพอที่จะสร้างอิมแพ็กต์เมื่อไปอยู่บนพรมแดง หรืออาจได้ชุดที่มาจากซีซั่นเก่า และเพื่อเป็นการแก้เกมหนึ่งกลยุทธ์ที่เรามักจะเห็นก็คือดาราจะหันไปทำงานกับดีไซเนอร์บ้านเกิดหรือห้องเสื้อกูตูร์ของประเทศอื่นๆที่มีผลงานวิจิตรตระการตาและพร้อมเป็นไวรัลทันที อย่างเช่นนักแสดงสาวและอดีตมิสเวิลด์จากอินเดีย Aishwarya Rai Bachchan ที่ไปเทศกาลเมืองคานส์เป็นประจำในฐานะตัวแทนเครื่องสำอาง L’Oréal โดยเธอจะชอบใส่ผลงานของดีไซเนอร์ชาวฟิลิปปินส์ Michael Cinco อย่างในปี ค.ศ. 2018 กับชุดราตรีหางยาว 20 เมตร ที่มาในคอนเซ็ปต์ผีเสื้อปักด้วยเพชร Swarovski และเกล็ด Paillettes ฝรั่งเศสที่ใช้เวลารังสรรค์ชุดกว่า 3,000 ชั่วโมง

ทว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นบริบทของวงการแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรื่องราวกระแสสังคมที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีจุดยืนมากขึ้นและสนใจปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องความเท่าเทียม พลังหญิง และความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเหตุการณ์ที่จุดชนวนนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2015 หลังมีกระแสว่ามีกลุ่มผู้หญิงอายุราว 50 ปีถูกกีดกันไม่ให้เข้างานเปิดตัวหนัง Carol เพราะใส่รองเท้าแฟลตประดับพลอย เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพข้อเท้า แต่กฎเทศกาลคือต้องใส่ส้นสูงเท่านั้น ซึ่งทางผู้จัดงานก็โดนวิพากษ์วิจารย์อย่างรุนแรง แม้จะพยายามแก้ตัวว่าไม่เคยมีกฎนี้ และในปีต่อมา Julia Roberts ก็ตัดสินใจเดินพรมแดงงานเปิดตัวหนัง Money Monster ในชุดหรูจาก Armani Privé และมาพร้อมเท้าเปล่ามันเสียเลย

ส่วนในปี ค.ศ. 2018 Kristen Stewart หนึ่งในคณะกรรมการของเทศกาลได้เดินพรมแดงงานเปิดตัวหนัง BlacKkKlansman ในชุด Chanel Haute Couture Fall 2013 ที่เธอกลับไปหาชุดอาร์ไคฟ์ของแบรนด์ ซึ่งในธุรกิจกูตูร์ของ Chanel เองลูกค้าสามารถกลับไปเลือกชุดจากซีซั่นก่อนๆมาสั่งตัดได้หมด แต่ที่กลายเป็นกระแสมากกว่าก็คือตอนที่เธอตัดสินใจสร้างจุดยืนด้วยการถอดรองเท้าส้นสูง Christian Louboutin กลางงานจนกลายเป็นข่าวหน้า 1 ไปทั่วโลก มากไปกว่านั้นในปีเดียวกันทาง Olivier Rousteing ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Balmain ก็ตอบตกลงทันทีให้ผู้หญิงผิวสี 18 คนจากโปรเจ็กต์หนัง My Profession Is Not Black ของผู้กำกับ Aïssa Maïga ใส่ชุดของ Balmain และเดินพรมแดงพร้อมกัน เพราะรู้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนของการสร้างความ inclusive ในงานที่มักจะถูกตีตราว่ามีแต่ความ exclusive

กลุ่มผู้หญิงผิวสีจากโปรเจ็กต์มัลติมีเดีย 'My Profession Is Not Black

จากประเด็นทั้งหมดที่พูดมาเราเชื่อว่าแฟชั่นที่เทศกาลเมืองคานส์คงไม่ได้มีแค่คุณค่าเบื้องหน้าให้คนได้กดไลก์กดแชร์พร้อมแคปชั่น “ปังมากคุณแม่” แต่ที่จริงมีเบื้องหลังความเป็นมาและทุกอย่างที่เราได้เห็นก็มาจากการวางแผนที่รอบคอบ มีเหตุผล พร้อมเป็นโมเมนต์ที่เราต้องจดจำและสามารถเปลี่ยนแปลงบริบทสังคมไปในทิศทางที่ทำให้เห็นว่าแฟชั่นมีบทบาทในการขับเคลื่อนอย่างยิ่งยวด เราคงต้องติดตามชมให้ดีว่าในปีนี้และปีต่อๆไปอะไรจะเกิดขึ้นที่เทศกาลระดับตำนานแห่งนี้ เราคงคาดเดาเทรนด์ในเชิงรูปทรงเสื้อผ้าไม่ได้เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ แต่หนึ่งเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือเทรนด์ที่คนเลือกใส่อะไรก็ต้องอยากเป็นที่พูดถึงทันที

เรื่อง: คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH