BEAUTY

บทสรุปประเภทของ "โทนเนอร์" และทิปส์ในการใช้เพื่อผิวที่สวยเนียนยิ่งขึ้น

น้ำตบ โลชั่น เอสเซนส์ ไม่ต้องจำให้สับสนถ้าเข้าใจหลักการนี้

21 APR 2021
Digital Beauty Editor/ Digital Specialist

WARISARA LIMANANTRAKOOL

"โทนเนอร์ เอสเซนส์ น้ำตบ โลชั่น" เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจเคยต้องสับสนกับชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ที่ดูผิวเผินแล้วก็หน้าตาของเนื้อสัมผัสก็ดูคลับคล้ายคลับคลาใกล้เคียงกันไปหมด บางตัววิธีการใช้ก็เหมือนๆ กัน บางตัวก็ต่าง แต่จะทำความเข้าใจอย่างไรให้กระจ่างแจ้งโดยไม่ต้องจำให้มึนนั้น แอลมีเทคนิคง่ายๆ มาฝาก

Photo: Instagram @pingping229

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของโทนเนอร์กันสักนิด ใครที่ริเริ่มใช้สกินแคร์มาเกินสิบปีอาจจะต้องเคยเห็น​โทนเนอร์ชนิดที่อัดแน่นไปด้วยแอลกอฮอล์พร้อมคุณสมบัติที่เน้นเรื่องการเช็ดทำความสะอาดผิวหลังจากคลีนซิ่ง แต่ความจริงแล้วมันอะไรที่ค่อนข้างผิดจุดประสงค์ไปหน่อย ลองนึกภาพตอนที่คุณล้างหน้าเสร็จ จากนั้นใช้โทนเนอร์เช็ดผิวแล้วพบว่ายังหลงเหลือคราบเมคอัพตกค้าง นั่นแปลว่าคุณคงล้างหน้าไม่สะอาดหรือไม่ก็ถึงวาระที่ต้องเปลี่ยนคลีนซิ่งใหม่ บางคนที่เคยลองใช้โทนเนอร์ประเภทดังกล่าวก็อาจเกิดอาการระคายเคือง แสบผิวจากแอลกอฮอล์จนติดภาพจำว่าโทนเนอร์เป็นสกินแคร์ที่ช่างรุนแรงต่อผิวเสียเหลือเกิน

Photo: Getty Images

แต่โทนเนอร์ที่เราเห็นในปัจจุบันได้มีการพัฒนามาไกลพร้อมคุณสมบัติมากมายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นการผลัดเซลล์ผิว ปรับสมดุล เติมความชุ่มชื้น ซึ่งแน่นอนว่าโทนเนอร์แบบดั้งเดิมในยุคนั้นก็ค่อนข้างถูกปัดตกและไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ดังนั้นเราสามารถจำแนกประเภทของโทนเนอร์ตามท้องตลาดในปัจจุบันได้ออกมาเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ และต่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะไม่ได้ใช้ชื่อว่า "โทนเนอร์" ก็ไม่ต้องตกใจไปเพราะมันเป็นเพียงชื่อเรียกทางการตลาด เราแนะนำให้สาวๆ มองที่จุดประสงค์ในการใช้เป็นหลักดีที่สุด ไปดูกันว่ามีประเภทใดบ้าง

1. Exfoliating/ Acid

เพียงได้ยินว่ากรด (Acid) หลายคนอาจจะเริ่มหวั่นกลัว แต่ความจริงแล้วกรดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด การใช้ Acid ก็เปรียบเสมือนการพาผิวหน้าของเราไปยิมเลยล่ะ โทนเนอร์ชนิดที่มีกรดเป็นส่วนผสมจะทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเสียที่กองสะสม ป้องกันการอุดตัน ช่วยให้ผิวมีความกระจ่างใสเรียบเนียน และยังทำให้สกินแคร์ที่เราใช้ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างดียิ่งขึ้นอีกด้วย

Photo: Instagram @lexialcala

ชนิดของ Acid Toner นั้นมีทั้งแบบอ่อนโยนและแบบแอ็กทีฟ หรือชนิดที่มีความเข้มข้นนั่นเอง โดยวิธีการใช้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปี อย่าง Calorine Hirons แนะนำคือ ใช้ชนิดอ่อนโยนในช่วงเช้า-กลางคืน และ ชนิดแอ็กทีฟเฉพาะตอนกลางคืน หากใครที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำให้ลองใช้เพียงสัปดาห์ละสองครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สภาพผิวของเรามีความเซนซิทีฟต่างกัน บางคนอาจจะรู้สึกระคายเคืองแม้จะใช้ Acid Toner เพียงครั้งเดียวต่อวัน ดังนั้นแล้ว แนะนำให้คอยสังเกตอาการของผิวอย่างใกล้ชิดและหาสมดุลให้เจอ

PURPOSEFUL SKINCARE BY ALLIES (PSA) Heroine Mandelic & Licorice Superfood Glow Toner (1,050 THB/ 100 ML)

BIOLOGIQUE RECHERCHE P50 Exfoliating And Purifying Lotion For The Face ($103 ~3,296 THB/ 250 ML)

SOAP & GLORY 'IN THE GLOW HOW' 5% Glycolic Acid Exfoliating Tonic (395 THB/ 200 ML)

CAUDALIE Concentrated Brightening Glycolic Essence (1,300 THB/ 150 ML)

เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย

The INKEY List Polyhydroxy Acid (PHA) Gentle Exfoliating Toner ($10.99 ~ 352 THB /100 ML)

Origins Zero Oil™ Pore Purifying Toner ($24 ~768 THB /150 ML)

LA ROCHE-POSAY Effaclar Clarifying Solution Acne Toner ($14.99~ 480 THB / 200 ML)

KIEHL'S Daily Refining Milk-Peel Toner (2,500 THB/ 200 ML)

แน่นอนว่าเมื่อระดับความเข้มข้นของ Acid ต่างกัน ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ได้ก็จะต่างกัน ชนิดของ Acid เองก็มีบทบาทที่ต่างกันอีกเช่นกัน อาทิ Lactic (AHA) - ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว และเหมาะกับผิวแห้ง/แห้งขาดน้ำ Glycolic (AHA) - ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวและช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน Salicylic (BHA) - กรดชนิดอ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวเป็นสิวและมีรอยด่างดำ เป็นต้น ซึ่ง Acid เองก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบโทนเนอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถอยู่ในรูปแบบแผ่นเช็ดผิว (Pad) เจล หรือผงได้ด้วยเช่นกัน 

Photo: Instagram @mintymomentss

สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษหลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดผลัดเซลล์ผิวคือการปกป้องผิวจากแสงแดด หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แดดจัด ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ส่วนใครที่เลเซอร์ผิวอยู่ด้วย เราแนะนำให้ทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงข้อบ่งใช้เพื่อความปลอดภัยต่อสภาพผิว

2. Balancing

สาวแอลบางคนอาจเคยพบว่า หลังล้างหน้าแล้วผิวรู้สึกตึงเอี๊ยด บางคนอาจรู้สึกผิวลื่น บางคนเฉยๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือเรื่องของค่า pH Balance ของผิวหน้า โดยหลักแล้วค่า pH Balance ของผิวหน้าที่เหมาะสมควรจะอยู่ระหว่าง 4.5-5.75 ดังนั้น Balancing Toner ก็เปรียบเสมือนขั้นตอนการรีเซ็ตความสมดุลของผิวเรานี่เอง อันที่จริงผิวของเรามีความอัจฉริยะในแง่การรีเซ็ตความสมดุลด้วยตัวเอง แต่ต้องใช้เวลา 30 นาที - 1 ชั่วโมง ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นความมันก็จะแวะมาทักทายบนชั้นผิวเป็นที่เรียบร้อยสำหรับใครที่มีสภาพผิวแห้งขาดน้ำ หรือใครที่ผิวแห้งมากก็คงจะรู้สึกเอี๊ยดตึงจนผิวเป็นขุยในบางราย

OLE HENRIKSEN Balancing Force Oil Control Toner (1,100 THB/ 193 ML)

THE HISTORY OF WHOO Jinyulhyang Essential Revitalizing Balancer (2,790 THB/ 150 ML)

HOURGLASS EQUILIBRIUM™ Restoring Essence (2,600 THB/ 120 ML)

Balancing หรือ Hydrating Toner ที่เราจะกล่าวถึงในลำดับถัดไปก็สามารถอยู่ในรูปแบบของมิสต์ได้เช่นกัน

DRUNK ELEPHANT Sweet Biome™ Fermented Sake Spray (1,380 THB/ 100 ML)

3. Hydrating

หากถามว่า ใครที่ต้องเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอยู่เสมอ? คำตอบคือ "ทุกคน" เพราะสภาพผิวแห้งขาดน้ำ (Dehydration) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนด้วยปัจจัยทางสภาพอากาศ การทำงานอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน เป็นต้น ดังนั้นการใช้ Hydrating Toner ถือเป็นอีกตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นบนชั้นผิว โดยส่วนผสมสำคัญที่ทำให้เราสามารถจำแนกอย่างง่ายดายได้ว่าโทนเนอร์ชิ้นนี้จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้ คือ Hyaluronic acid, Glycerin, Algae หรือ Aloe Vera 
อ่านเพิ่มเติม: 2 เทคนิคดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนจะลงทุนซื้อสกินแคร์ตามปัญหาผิว

CHANEL Hydra Beauty Lotion Very Moist (2,250 THB/ 150 ML)

SISLEY Phyto-Blanc La Lotion Brightening Hydrating Lotion (4,500 THB/ 150 ML)

IPSA TTR AQUA (1,950 THB/ 300 ML)

DIOR HYDRA LIFE Fresh Reviver - Sorbet Water Mist (1,750 THB/ 100 ML)

WHAT'S NEXT..?
หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับโทนเนอร์ชนิดต่างๆ แล้ว เราเชื่อว่าสาวแอลหลายคนอาจจะเริ่มมีโทนเนอร์แต่ละชนิดในใจ ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถเลือกใช้โทนเนอร์มากกว่า 1 ชนิดขึ้นไปในช่วงเดียวกัน โดยคุณอาจจะเริ่มจากการผลัดเซลล์ผิวด้วย Acid Toner จากนั้นสเปรย์ด้วย Hydrating Mist เช็ดด้วย Hydrating Toner หรือตบด้วย Hydrating Lotion (ตามแต่ชื่อทางการตลาดที่เจอ) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นก็ยังได้

Photo: Instagram @pingping229

จากนั้นค่อยตามด้วยสกินแคร์รูทีนตามปกติ ซึ่งเราแนะนำให้เรียงจากเนื้อสัมผัสที่เบาบางไปหนักอย่าง เซรั่ม > ออยล์ > ครีม เป็นต้น แต่ถ้าใครที่ใช้ในช่วงเช้าก่อนแต่งหน้า เราแนะนำว่าเลเยอร์สกินแคร์ให้เบาบางและพอดีจะเวิร์กสุด (ถ้าไม่อยากให้เมคอัพพังเยิ้ม) สาวแอลคนไหนได้นำเทคนิคนี้ไปลองแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร อย่าลืมมาแชร์กันด้วยล่ะ

Cover Photo Courtesy: mintymomentss, pingping229
Source: 1, 2

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH