SIGNATURE

เสื้อราคา 3 แสน คนซื้อได้ใส่ แต่ไม่ได้จับ!

โลกของเสื้อผ้าแบบเวอร์ชวลเรียลลิตี้แท้จริงแล้วคืออะไร

06 DEC 2019
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

Photo: The Fabricant

ในพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสไตล์ไฮเปอร์โมเดิร์นและมินิมัลที่มีพื้นคอนกรีตขัดเงา ตกแต่งด้วยผนังกระจกบานใหญ่ และโต๊ะทำงานที่วางรายเรียงในอัมสเตอร์ดัมเมืองหลวงประเทศเนเธอร์แลนด์ คือสถานที่ก่อกำเนิดอนาคตใหม่ทางแฟชั่น บรรยากาศภายในเงียบสงบไม่มีเสียงฉึบฉับของกรรไกร เสียงเย็บผ้าจากจักรอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เสียงสะบัดของผืนผ้า ความเป็นจริงแล้วที่นี่ไม่มีแม้กระทั่งผ้าสักผืนหรือหุ่นลองสักตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉันกำลังยืนอยู่ในแฟชั่นเฮ้าส์ที่เพิ่งรังสรรค์ชุดออกประมูลในราคา 9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือตีเป็นเงินไทยราวๆ 3 แสนบาท และที่สำคัญผลงานของพวกเขายังเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในวงการแฟชั่นและเทคโนโลยีไปทั่วโลก หากแต่ที่นี่มีเพียงเสียงกดของคีย์บอร์ดและเสียงคลิกของเม้าส์เพียงเท่านั้น!

Photo: Kerry Murphy และ Amber Slooten สองผู้ร่วมก่อตั้ง The Fabricant

เพราะที่นี่คือ The Fabricant ดิจิทัลแฟชั่นเฮ้าส์แห่งแรกของโลกที่คุณสามารถจ่ายเงินไปกับเสื้อผ้าจากโลกอนาคต ทั้งเสื้อเบลาส์ และกระโปรง เพียงแต่คุณจะไม่ได้ส่วมใส่พวกมันในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะ ‘นี่คือแฟชั่นเฮ้าส์แห่งโลกยุคใหม่’ Amber Slooten ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์วัยเพียง 26 ปี กล่าว อัมเบอร์คือผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สร้างสรรค์ผลงานแต่เพียงผู้เดียวใน The Fabricant ที่เพิ่งเปิดตัวในปี ค.ศ 2018 โดยซีอีโอ Kerry Murphy แฟชั่นแอนิเมเตอร์ที่เคยเป็นผู้ชมการแสดงผลงานจบการศึกษาของอัมเบอร์และหลงเสน่ห์แฟ้มสะสมผลงานดิจิทัลของเธอที่ทั้งหมดแสดงด้วยโฮโลแกรม เคอร์รี่บอกว่า “ผมรู้สึกประหลาดใจมากๆว่าเธอสามารถทำทั้งหมดนี้เพียงคนเดียวได้อย่างไร และทึ่งกับความเป็นไปได้ของมิติใหม่ๆที่เรายังไม่เคยค้นพบ”

3 ปีหลังจากที่อัมเบอร์แสดงผลงานจบการศึกษาซึ่งเป็นเวลาที่ The Fabricant ได้รวมทีมงานขึ้นมา จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคมชุดกระโปรงเหลือบแสงสีรุ้ง The Iridescence กลายเป็นผลงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่พวกเขาออกแบบขึ้นและนำออกประมูลด้วยราคาสุดท้ายที่ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Richard Ma เพื่อมอบให้กับ Mary ภรรยาของเขา แมรี่นำภาพถ่ายในโตเกียวเดือนมิถุนายนส่งให้กับทีมงาน หลังจากนั้นจึงชุดกระโปรงดิจิทัลก็ถูกปรับตัดแต่งให้เข้ากับเรือนร่างของเธอบนภาพถ่าย แต่มันก็อยู่เพียงในฮาร์ดไดร์ฟของแมรี่เท่านั้น เพราะมันจะไม่สามารถจับต้องได้ทางเชิงกายภาพ เธอเพียงผู้เดียวที่จะสามารถนำกลับมาใส่ได้อีกครั้งเมื่อเธอมีรูปถ่ายใบใหม่ และยอมจ่ายเพื่อให้ชุดกระโปรงพอดีกับรูปร่างของเธอ ถ้าหากที่กล่าวมาทั้งหมดเหมือนจะยุ่งยากและใช้เงินมากไป...ใช่แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงอยู่ในมุมที่เงียบสงบของเมืองอัมสเตอร์ดัม และพยายามทำความเข้าใจกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแฟชั่นที่กำลังดำเนินไป

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ โลกแฟชั่นกำลังหมดหวังในการหาหนทางเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้าวัยรุ่น พวกเขาทราบเกี่ยวกับ 2 สิ่งสำคัญของคนกลุ่มนี้ว่ามักใช้เวลาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นห่วงภาพลักษณ์ที่ปรากฏบนอินสตาแกรม และต้องการเป็นคนที่โดดเด่นบนโลกออนไลน์ นั่นหมายถึงการแต่งกายที่ดี หรือแต่งกายให้ดูแตกต่าง จึงเป็นการเปิดช่องทางให้เสื้อผ้าดิจิทัลก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งแฟชั่น

ตัวอย่างที่เป็นการพิสูจน์เรื่องนี้คือเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Carlings แบรนด์เสื้อผ้าจากสแกนดิเนเวียได้เปิดตัวคอลเล็กชั่นแบบเสมือนจริงจำนวน 19 ชิ้นในราคา 10-30 ดอลลาร์สหรัฐฯ อาทิ โค้ตหนังจระเข้สีเหลืองขนาดใหญ่ แทร็กสูทสีเงินวาวราวกับกระจก แจ็กเกตพัฟเฟอร์บุนวมหนา ซึ่งที่กล่าวมาเกือบจะขายหมดในทันทีที่วางจำหน่าย เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกต่างพากันส่งภาพถ่ายของตัวเองในอิริยาบถต่างๆให้กับทาง Carlings ไม่ว่าจะเป็นบนจักรยานในเนเธอร์แลนด์ หรือสนามเด็กเล่นในแอตแลนตา หลังจากนั้นดีไซเนอร์ 3 มิติจะทำการปรับเสื้อดิจิทัลให้เข้ากับเรือนร่างในภาพราวกับเป็นตุ๊กตาบาร์บี้

ภาพถ่ายที่สวมเสื้อเสมือนจริงเหล่านี้ถูกโพสต์ลงอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน Elisa Lepistö บล็อกเกอร์ชาวฟินแลนด์โพสต์รูปภาพของเธอที่สวมสเวตเตอร์สีชมพูสกรีนคำว่า ‘I’m not a robot’ กำลังหัวเราะอยู่บนหลังคาในเฮลซิงกิ เธอเล่าให้ฉันฟังว่า “มันเจ๋งมากที่ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆในการสร้างสรรค์งานด้านแฟชั่น เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นตลอดเวลา” และเมื่อฉันถามว่าเธอจะยอมจ่ายเงินกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เธอพูดเพียงสั้นๆว่า “ฉันไม่รู้” แล้วเธอก็เดินจากไป แลดูเหมือนว่ามันเป็นรูปแบบธุรกิจในอุดมคติทว่ามันก็ยังไม่เสถียรนักในเวลานี้ สอดคล้องกับคอลเล็กชั่นของเคอร์รี่ และ Carlings ที่ต้องมีรายจ่ายเป็นจำนวนมากกับการว่าจ้างนักออกแบบ 3 มิติทักษะสูงซึ่งจำเป็นสำหรับการปรับแต่งชุดให้เข้ากับภาพถ่ายแต่ละรูป Carlings รวบรวมรูปภาพได้น้อยกว่า 10 รูปต่อวัน ด้วยราคาขายอยู่ที่ 10-30 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมกันแล้วได้เงินราว 200-300 ดอลลาร์สหรัฐฯนิดๆ ซึ่งแทบจะไม่พอกับอัตราจ้างงานรายวันของนักออกแบบ 3 มิติเสียด้วยซ้ำ

สำหรับอัมเบอร์แล้วไม่ว่าจะเป็นอย่างไรภาพเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะวิสัยทัศน์ของเธอคือการออกแบบเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง เธอกล่าวว่าในอนาคตทุกคนจะสวมชุด ‘base suit’ (คล้ายชุดดำน้ำ) “มันจะควบคุมอุณหภูมิ ทำให้รู้สึกสบาย คุณจะมีชุดนี้แขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคุณ และยิ่งกว่านั้นคุณจะสวมชั้นในโฮโลแกรมและสามารถดู (ทั้งความจริงเสมือนและความเป็นจริงเสริม)” ผ่านเลนส์ ดังนั้นทุกคนจะเดินไปรอบๆพร้อมกับสวมชุดดำน้ำสีต่างๆ และการใส่แว่น AR เพื่อดูชุดดิจิทัลของคนอื่นอย่างนั้นหรือ? “ใช่” เธอตอบด้วยความหนักแน่น “นี่แหละคืออนาคตที่ฉันตั้งตารอ”

และในขณะที่เรื่องราวเหล่านี้ดูจะคล้ายกับสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในสักตอนหนึ่งของซีรี่ส์เรื่อง Black Mirror อัมเบอร์ก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีวิสัยทัศน์แห่งอนาคตเช่นนี้ เมื่อ Matthew Drinkwater หัวหน้าสำนักงานนวัตกรรมของ London College of Fashion กล่าวว่า “ภายใน 1 ทศวรรษผู้คนจำนวนมากจะสวมแว่นตา AR ดังนั้นพวกเราจึงสามารถจินตนาการได้ว่าจะมีรูปแบบแฟชั่นแบบใหม่ๆเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นเทคโลโลยี AR” เขาคาดการณ์ว่า ‘ความยั่งยืน, ชีวิตบนโลกดิจิทัล’ ข้อมูลและวัตถุดิจิทัลจะมีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา พร้อมให้เราเจาะลึก ไม่ใช่เพียงแค่ชุด VR แต่ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ของเราจะทำให้มีอีกหลายอย่างเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น แบรนด์สตรีตจำหน่ายเสื้อยืดที่มีโลโก้แบบจำนวนจำกัดจะปรากฏก็ต่อเมื่อดูผ่านสมาร์ตโฟนเท่านั้น

นี่อาจเป็นอีกช่องทางสำหรับเรียกเงินออกจากกระเป๋าของผู้บริโภค แต่แท้จริงแล้วการคิดค้นเสื้อผ้าเสมือนจริงมีเหตุเริ่มจากการตระหนักถึงปัญหาทางสภาพแวดล้อม การบริโภคสินค้าในปัจจุบันของพวกเรานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นทำลายสภาพแวดล้อมคือตัวปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มากถึง 10% อันเกิดจากวัตถุดิบที่ใช้พลังงานสูงในการผลิต อย่างเช่นส้นใยโพลีเอสเตอร์ วัฒนธรรมทางแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้ในสหราชอาณาจักรมีปริมาณการทิ้งขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมากนับล้านตันต่อปี “การแสดงตัวตนคือสิ่งที่เราต้องการทำเสมอ แต่เราจะทำเช่นนั้นด้วยวิธีที่ยั่งยืนที่สุดได้อย่างไร? ก็ดิจิทัลไง” อัมเบอร์กล่าว

เช่นเดียวกับที่พวกเราห่วงในเรื่องของลุคออนไลน์ ที่ที่พวกเราใช้จ่ายเงินและค่อยๆลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวอย่างเช่นศิลปะดิจิทัล หรือแน่นอนที่สุดกับแฟชั่นดิจิทัล ริชาร์ดผู้บริหารที่ทำการประมูลชุดของ The Fabricant ด้วยเงินจำนวน 9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯบอกกับฉันว่า “ชอบที่มันสามารถโยกย้ายถ่ายโอนได้ และยังเป็นฟังก์ชันนัลอาร์ตพีซที่ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์” ในท้ายที่สุดมันก็จะเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เช่นเดียวกับทองคำ และคุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป “ทำไมบางคนถึงจ่ายเงินหลายล้านบาทให้กับภาพวาดโมนาลิซา” เคอร์รี่ถาม “นั่นคือคำถามเชิงปรัญชาเกี่ยวกับคุณค่าในชุดกระโปรงตัวแรกที่ The Fabricant เคยทำออกมา ซึ่งในอีก 500 ปีข้างหน้ามันอาจจะกลายเป็นเหมือนภาพโมนาลิซา เพราะนี่คือชุดดิจิทัลตัวแรกของโลกที่ถูกประมูล และมีเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น”

จนถึงขณะนี้ The Fabricant ยังไม่สามารถกำหนดราคาเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ เหมือนบอกเป็นนัยๆว่าเสื้อผ้าดิจิทัลยังคงตีเป็นมูลค่าได้ยาก สำหรับตอนนี้มันสร้างรายได้จากแคมเปญของแบรนด์แฟชั่นต่างๆที่กำลังมองหาเป้าหมายเป็นคนเจน Z ซึ่งเป็นคนกลุ่มมากในโลกดิจิทัล อย่างเสื้อผ้าดิจิทัลในแบบ Tommy Hilfiger

ก้าวต่อไปคือการสร้างเครื่องมือที่ทำให้เสื้อผ้าเสมือนนั้นพอดีกับเรือนร่างโดยอัตโนมัติ นั่นหมายถึงตลาดดิจิทัลที่ทุกคนสามารถอัพโหลดรูปภาพและเลือกซื้อเสื้อผ้าดิจิทัลที่พร้อมสวมใส่ อัมเบอร์ได้ออกแบบชุดเหล่านั้นเพื่อรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว คอลเล็กชั่นแรกที่ The Fabricant ของเธอ ‘DEEP’ ประกอบด้วย 7 ชิ้นที่ได้รับอิทธิพลจากปัญญาประดิษฐ์ และกลิ่นอายของดิสโทเปีย อาทิ กางเกงขายาวแบบเซอร์เรียล เสื้อเบลาส์แบบพองลม ชุดผ้าคลุมสีชมพู และคอลเล็กชั่นที่ 2 ของเธอได้แรงบันดาลใจจาก ‘ฟลูอิทบอดี’ ฉันนั่งดูเธอคลิกเม้าส์และลากชุดกิโมโนและชุดกระโปรงลายทางสีโมโนโครมให้พอดีกับหุ่นแบบมาตรฐานและพลัสไซซ์ “สำหรับคอลเล็กชั่นใหม่นี้เราต้องการสร้างบางสิ่งที่ทำให้ผู้คนส่วนมากสวมใส่ได้” เธอกล่าวในแง่ดี “เราต้องการสร้างหนทางใหม่อันเป็นวิธีการใหม่ๆของการแต่งกาย ด้วยองค์ประกอบที่ก้าวหน้าไปกว่าเรื่องของเนื้อผ้าและร่างกาย” เราเพียงต้องไล่ตามเทคโนโลยีให้ทันเพราะมันคือสิ่งที่สร้างเงินได้จำนวนมหาศาล อุตสาหกรรมของเกมเป็นหนึ่งในสเต็ปที่นำมาสู่ดิจิทัลแฟชั่น บริษัท Epic Games เจ้าของเกมชื่อดังอย่าง Fortnite สร้างรายได้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 9,000 ล้านบาทใน 1 เดือนจากการขายสกิน หรือชุดสำหรับอวตารของผู้เล่นในเกม นอกจากนี้ยังมีเกม Kim Kardashian: Hollywood ที่ผู้เล่นจ่ายเงินราว 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 7,200 ล้านบาทเพื่อแต่งตัวคาร์เดเชียนเวอร์ชั่นการ์ตูนให้อยู่ในชุดของ Balmain และ Cavalli

ในขณะที่ Gucci คือ ‘แบรนด์สินค้าลักชัวรี่เพียงผู้เดียวที่เป็นพันธมิตรกับ Genies’ แพลตฟอร์มการแชตที่มีผู้ใช้อยู่ในช่วงวัย 18-25 ปีจำนวนหลายล้านคนที่สร้างอวตารคล้ายกับ WhatsApp โดยอวตารเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้หลายล้านรูปแบบ ทั้งหน้าตา ทรงผม และเสื้อผ้า ย้อนกลับมายังเรื่องของ Gucci แบรนด์ได้นำไอเท็มราว 200 แบบมาลงในแอพลิเคชั่นนี้เพื่อให้อวตารได้สวมใส่ ‘ฟรี!’ อย่างไรก็ตามผู้เล่นยังสามารถสั่งซื้อไอเท็มจาก Gucci มาใส่ในชีวิตจริงได้โดยผ่านแอพลิเคชั่นนี้ แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ซื้อไอเท็มจริงๆก็ตาม แต่การรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ก็เป็นผลมาจากโฆษณาแฝงโลโก้ดับเบิล G (65% ของอวตารสวมใส่ชุดของ Gucci) ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้

แต่คนรักแฟชั่นที่ไม่ใช่คอเกมจะชื่นชอบการใส่เสื้อผ้าเสมือนจริงหรือ ผู้ค้าปลีกบางรายยังคงไม่สนใจกับไอเดียนี้ Heather Gramston ผู้จัดการฝ่ายการจัดซื้อของ Browns ให้ข้อคิดเกี่ยวกับตลาดเสื้อผ้าที่ทำแบบดิจิทัลเท่านั้นว่า “อาจเป็นเรื่องน่าสนใจหากมีการรองรับด้วยแอพพลิเคชั่นและการยินยอมพร้อมใจของเหล่าแบรนด์ต่างๆอย่างเหมาะสม” แต่เธอกล่าวต่อไปอีกว่า “พื้นที่นี้ดูค่อนข้างจะเฉพาะกลุ่ม” อย่างไรก็ตามเธอมองเห็นช่องทางการทำการตลาด ‘การลองแบบเสมือน’ ที่ลูกค้าสามารถอัพโหลดรูปของตัวเองเพื่อหาไอเดียในการสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมในชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น “สิ่งนี้จะเพิ่มมิติใหม่ให้กับการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์และช่วยลดปัญหาการคืนของ”

เทคโนโลยีของแฟชั่นเสมือนจริงได้อุบัติขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ใช่แค่คนเดียวที่จะเห็นโลกแห่งแฟชั่นที่จับต้องไม่ได้ในเร็วๆนี้ การเฝ้าดูของอัมเบอร์ได้นำงานออกแบบของเธอไปสู่การมีอยู่จริง เพราะการที่คุณได้สวมใส่เสื้อผ้าจริงๆนั้นนำมาซึ่งอารมณ์ต่างๆ และแฟชั่นเชิงกายภาพทำให้คุณรู้สึกยามสวมใส่ได้ไม่ว่าจะเป็นความสบาย ความถวิลหา และความเย้ายวน หากขาดการสัมผัส ความรู้สึก และกลิ่นของเนื้อผ้า แต่ดูเหมือนว่าเสื้อผ้าดิจิทัลมีเพียงแค่มิติเดียว

บทความจากคอลัมน์ อินไซด์แฟชั่น นิตยสารแอล ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2562
เขียน: Frankie McCoy / แปล: Wattakul N. / เรียบเรียง: ฆนากร เพชรตระกูล / บรรณาธิการฝ่ายพิสูจน์อักษร: วรวีร์ ภูมี / พิสูจน์อักษร: เลวี เจริญสวัสดิ์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH