SIGNATURE

'แต่งตัวซะปังแต่ยังออกไปไหนไม่ได้' ตามสไตล์บล็อกเกอร์ชื่อดัง Susie Bubble

ทางออกของคนแฟชั่นที่ใช้ 'เสื้อผ้า' เยียวยาจิตใจในวิกฤตโควิด

18 SEP 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE UK โดย Susie Lau, แปล: Phurich Sittikul, เรียบเรียง: Wattakul N.

1 สัปดาห์ก่อนที่จะมีประกาศมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลานั้น JW Anderson กำลังฉลองให้กับการเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในย่านโซโห กรุงลอนดอน ฉันใส่ชุดผ้าลาเม่สีทองสลับเงินจากคอลเล็กชั่น S/S 2020 ของเขา เป็นชุดแหวกอกที่มีแขนเสื้อห้อยยาว ซึ่งโดยส่วนตัวฉันชอบเรียกชุดลักษณะนี้ว่า ‘ความแกลมแบบยุคกลาง’ และนั่งแนบชิดกับเพื่อนซี้ในบาร์ที่มีแสงสีนีออนพร้อมตะโกนร้องเพลงไปกับดนตรีที่กำลังฟังอยู่ พวกเราดื่มกันหนักมาก และหนักขึ้นไปอีกเมื่อต่อด้วยปาร์ตี้เมนูเกี๊ยวซ่าและเหล้าจีน มันเป็นความสนุกที่หลุดโลกที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ เพราะมีเซนส์ว่าน่าจะเป็นการสังสรรค์ครั้งสุดท้ายก่อนที่วิถีชีวิตรูปแบบใหม่จะเริ่มขึ้น

Susie Bubble ในงานเปิดตัวแฟล็กชีฟสโตร์ JW Anderson ณ กรุงลอนดอน ก่อนการล็อกดาวน์ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Photo: Getty Images

ในฐานะที่เป็นคนชอบแต่งตัวไปไหนมาไหน (เชื่อเหอะว่าในวิถีแห่งโลกแฟชั่น มันมีที่ให้ใส่ชุดเก๋ไปได้ตลอด 364 วันตามปฏิทินที่ผับบาร์เปิดเว้นวันคริสต์มาส) แต่เพียงชั่วข้ามคืน ฉันก็พบว่าตัวเองต้องมาติดแหง็กอยู่ในบ้านโดยที่ออกไปไหนไม่ได้ เว้นแต่ไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไปออกกำลังกายนอกบ้านเพื่อไปสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่!...ก็ต้องสวมหน้ากากอยู่ดี จากการที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบตัวต่อตัวตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ไปพบปะกับเหล่าดีไซเนอร์ ไปดูแฟชั่นโชว์ และเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่เรียงคิวเข้ามาในตารางอย่างแน่นเอี๊ยด กลายเป็นว่าการได้พบกันแบบตัวเป็นๆที่สามารถทำได้ก็มีเพียงแค่กับลูกสาว ‘Nico’ (ฉันกับพ่อของ Nico แบ่งเวลากันดูแลเธอภายใต้มาตรการล็อกดาวน์) แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์ ความรู้สึกขาดแรงจูงใจที่ต้องทนอยู่ในห้อง และความรู้สึกอยากออกไปที่ที่ตื่นตาตื่นใจก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ ฉันต้องเปิดวิทยุ ทีวี และเพลงจาก Spotify ไปพร้อมๆกันเพื่อสร้างบรรยากาศให้คล้ายกับมีเสียงผู้คนจอแจในแบบที่ตัวเองคุ้นชิน

พื้นที่ในบ้านกลายเป็นที่แห่งใหม่สำหรับเดินวนย่ำไปมา โดยหลักๆมีด้วยกัน 3 จุดคือโซฟาในห้องนั่งเล่นที่ที่มีรอยก้นอยู่ตลอดเวลา เป็นโซฟาที่ฉันกับ Nico มักนั่งดู Netflix Amazon และ Disney+ แบบมาราธอนในช่วงกลางวัน ต่อด้วยซีรี่ส์สืบสวนสอบสวนสุดพิศวงอย่าง FBI ในช่วงกลางคืน หรือไม่ก็เมาแอ๋กับพวกเพื่อนๆผ่านโปรแกรม Zoom และ Houseparty บนจอแล็บท็อป ห้องครัวก็เป็นอีกที่ที่ฉันใช้เพื่อฆ่าเวลาด้วยการหมกตัวอยู่กับการทำชิฟฟอนที่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนโดยไม่มีความจำเป็น และอีกจุดก็คือ…ตู้เสื้อผ้า

อาจมีคนเคยเห็นภาพตู้เสื้อผ้าของฉันที่รกสุดๆซึ่งขัดกับสไตล์ของ Marie Kondo บนอินสตาแกรม แต่สำหรับฉันมันคือกรุสมบัติอันล้ำค่า (จริงๆคือวิธีที่พวกบ้าสมบัติมักพูดให้ดูดี) ที่ไว้เก็บข้าวของต่างๆที่ได้มาเกือบตลอดทั้งชีวิต มันไม่ใช่แค่จุดที่เอาไว้แต่งตัว แต่มันยังเปรียบได้กับสักขีพยานในการทำงานสายแฟชั่น เช่นผลงานมาสเตอร์พีซจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ฉันได้รับ ของที่ระลึกจากแดนไกล และพวกแฟชั่นไอเท็มร่วมสมัยหลากหลายชิ้นในช่วงราวๆ 15 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่คอลเล็กชั่นเปิดตัวของ Christopher Kane ในปี ค.ศ. 2007 ไปจนถึงของที่ระลึกจากเหล่าดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่ดังเป็นพลุแตกอย่าง ASAI ถ้าเทียบเป็นตัวเงินแล้วอาจไม่ได้มีมูลค่ามหาศาล แต่คุณค่าของมันอยู่ที่การเชื่อมโยงวิถีชีวิตและการเดินทางบนถนนสายนี้ที่ชื่อว่า ‘แฟชั่น’

มารู้ตัวอีกทีฉันใช้เวลาช่วงที่ Nico งีบหลับมานั่งรื้อตู้เสื้อผ้าอย่างเมามันทุกวันขณะที่ยังมีการล็อกดาวน์ โดยทีแรกนั้นตั้งใจจะเข้าไปพับผ้าให้เป็นระเบียบ แต่ก็ลืมตัวใช้เวลาเอามือปัดราวแขวนเสื้อไปๆมาๆ ไม่ก็หาของบางอย่างแบบไร้จุดหมาย ความเซอร์ไพรส์จากการพบของหลายชิ้นที่ไม่ได้เห็นมานานทำให้ฉันปีนขึ้นไปชั้นบนของตู้เพื่อเอาของที่เก็บไว้ในกล่องที่เต็มไปด้วยฝุ่นจับ โอ้ว!...มีชุดแบบอื่นๆอีก ในกล่องเต็มไปด้วยชุดหลากสีสันหลายวัสดุที่บรรจุอยู่ในนั้น

ของหลายชิ้นในตู้เสื้อผ้ามีองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตาและน่าหลงใหล อย่างการใช้สีสันฉูดฉาดหรือผิวสัมผัสที่ดูแปลกตา แม้แต่กางเกงยีนส์ที่เป็นชิ้นเบสิกธรรมดาก็ยังดูน่าสนใจ เพราะมีการเพิ่มระบาย หรือใช้วิธีฟอกสีจนกลายเป็นลวดลายที่สวยงาม นับตั้งแต่ได้เริ่มซื้อเสื้อผ้าด้วยตัวเองฉันก็คิดว่าการค้นหาสไตล์เปรียบได้กับการทดลองอะไรสักอย่างที่ยังคงดำเนินอยู่ สไตล์เหล่านั้นเกิดจากการค่อยๆลองทีละชิ้น สวมทับไปทีละชั้น อิงรูปแบบของเนื้อผ้าและสีสัน โดยในช่วงแรกมันเป็นวิธีการขบถต่อภาวะที่ต้องยอมจำนนต่อการถูกเลี้ยงดูภายใต้กฎที่เคร่งครัด (ฉันโตมาในครอบครัวคนจีนแบบอนุรักษนิยมในฮ่องกง) ทุกๆชิ้นบนราวแขวนในตู้เสื้อผ้าจึงเป็นสักขีพยานตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นเหมือนการทดสอบแนวทางการแต่งตัวในสไตล์ของฉัน ไม่ว่าจะเป็นลุคสาวซ่าฮาราจูกุในช่วงวัยรุ่น แนวนิวเรฟในช่วงวัย 30 ไปจนถึงสไตล์แกลมๆตามแบบฉบับสาวปาร์ตี้ยุค ’20s

ราวๆ 1 เดือนที่ฉันต้องกักตัวตามมาตรการล็อกดาวน์ เสื้อผ้าถูกยกระดับให้มีความสำคัญมากกว่าเป็นเพียงแค่ข้าวของที่สะท้อนตัวตน ที่เขาชอบพูดกันว่า ‘แต่งตัวซะปัง! แต่ยังออกไปไหนไม่ได้’ จึงกลายเป็นภาพที่ชัด แม้อาจจะจริงอยู่ที่ว่าไม่สามารถออกไปไหนเพื่อไปพบเจอกับใคร แต่เพียงแค่ได้แต่งชุดเก๋ๆก็สามารถทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีโดยไม่จำเป็นต้องออกไปยังโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย

การเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวเล็กๆแล้วได้รื้อเสื้อผ้าที่แม้แต่ตัวเองก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีชุดเหล่านี้ หรือการหยิบเอาบรรดาเสื้อผ้าที่มีมาสไตลิ่งใหม่ ได้กลายเป็นกิจวัตรและขจัดสภาวะเงียบเหงาได้เป็นอย่างดี ก่อนหน้าจะมีการล็อกดาวน์พวกเราเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อการเฉพาะกิจและออกไปทำธุระ เช่น สัมภาษณ์งาน ไปเดต ไปงานแต่งงาน ไปออกกำลังกาย แต่ตอนนี้ตู้เสื้อผ้าได้กลายเป็นเหมือนเพื่อนรู้ใจที่ช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์อันยากจะคาดเดา ในยามที่ต้องกักตัวอยู่บ้านเพียงลำพังและได้ลองใส่ชุดปาร์ตี้ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่ามันดูเวอร์วังไปที่จะใส่ในชีวิตประจำวัน แต่ตอนนี้ฉันกลับเชื่อว่ามีโอกาสที่จะได้หยิบมันมาใส่ในอนาคต

เสื้อผ้าชุดเก่าที่ไม่ได้ถูกหยิบมาใส่เป็นเวลานานพวกนี้ ทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาว่างและปราศจากเรื่องกังวล ที่สำคัญยังช่วยลด ‘ความอยาก’ ที่จะซื้อของชิ้นใหม่ สำหรับบางคนการได้รับของจากเดลิเวอรี่ที่เพิ่งสั่งซื้อไปอาจทำให้รู้สึกพอใจทั้งๆที่ดูไม่ค่อยจำเป็น เพราะพวกเราใส่เสื้อผ้ากันเพียงแค่ 50% จากที่มีอยู่ทั้งหมดในตู้ ดังนั้นการที่เราได้ทบทวนเกี่ยวกับของที่มีอยู่แล้วอาจดูเข้าท่ามากกว่า เช่น กระเป๋า Balenciaga รุ่นเก่าที่ออกแบบโดย Nicolas Ghesquière ที่ฉันไปเจอในอีเบย์กับราคาที่ถูกแสนถูก นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ฉันเชื่อนั้นคือเรื่องจริง และกระเป๋าใบเก่าที่ดูเอาต์ไปแล้วนั้นจะกลับมาอินได้อีกครั้ง เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของวัฏจักรแฟชั่น

อีกอย่างเสื้อผ้าในตู้ยังทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาดีๆ เช่นชุดของ Gucci ชิ้นแรกๆที่ออกแบบโดย Alessandro Michele ที่ใส่ตอนตั้งท้องอ่อนๆโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังท้อง มิหนำซ้ำยังไปซดเหล้าจินกับโทนิกเข้าไปอีก ชุดสลิปเดรสแสนคลาสสิกที่ฉันใส่กระโดดลงสระน้ำแทนชุดว่ายน้ำตอนไปพักผ่อนบนเกาะมิโคนอส ชุดกระโปรงของ Molly Goddard หลายชิ้นที่ถูกยัดเก็บในกล่องจนแน่นแทบระเบิด ชุดเหล่านี้เป็นชุดที่ฉันใส่บ่อยและก็ซุ่มซ่ามจนทำให้บางตัวมีรอยขาดและมีรอยคราบจางๆ มันคือเศษซากของความทรงจำในช่วงเวลาดีๆที่เหลือไว้ ดังนั้นฉันจึงใส่มันถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงในช่วงเย็นหรือช่วงเช้า แล้วก็พูดกับตัวเองว่า “เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และช่วงเวลาดีๆก็จะกลับมาอีกครั้ง”

ฉันเดาว่ายอดขายชุดนอนน่าจะเพิ่มขึ้น และก็แอบเห็นรูปชุดเลานจ์แวร์แบบทูพีซซ้ำๆบนหน้าฟีดอินสตาแกรมมากกว่าที่คิดไว้ มีบทความมากมายที่เขียนเกี่ยวกับข้อดีของการแต่งตัวสบายๆ แต่ความสบายที่ว่านั้นไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ชุดเอวยางยืด ผ้านิ่มๆ และรูปทรงหลวมๆ ฉันก็เป็นอีกคนที่ไม่มีกางเกงวอร์มและไม่ใส่ชุดออกกำลังกายถ้าไม่ได้ไปวิ่งในสวนสาธารณะ แต่การใส่ชุดกระโปรงปักลายของ Simone Rocha เป็นวิธีที่ใช้รับมือกับความกังวลใจในทุกๆ 5 โมงเย็นของวัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดทีวีเพื่อฟังประกาศจาก NHS (สาธารณสุขของอังกฤษ) ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ เป็นการต่อสู้กับสถานการณ์ที่ยังคงไร้ซึ่งความหวัง โดยเห็นได้จากกราฟจำนวนผู้ป่วยโควิดที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น ‘ด้วยวิถีแห่งแฟชั่น’ อาจฟังดูตลกสำหรับบางคน แต่ถ้าหากวิดีโอสาธิตการออกกำลังกายของ Joe Wicks หรือการอบขนมปังกล้วยเป็นหนึ่งในกลไลการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว แล้วทำไมตู้เสื้อผ้าของพวกเราจะเป็นหนึ่งในนั้นไม่ได้ล่ะ?

แทนที่ความสนุกกับแฟชั่นจะถูกจำกัดในช่วงล็อกดาวน์ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าได้รับการปลดแอกจากช่วงเวลาเหล่านั้น การอยู่เพียงลำพังพร้อมกับมีแนวคิดที่ว่าจะแต่งตัวเพื่อตัวเอง โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบทางสังคมหรือไร้ซึ่งข้อบังคับใดๆให้ต้องปฏิบัติตาม ‘มันคือความฝันที่กลายเป็นจริง’ คิดเล่นๆว่าถ้าใส่กระโปรงที่มีพู่ระโยงระยางของ Attico ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Victoria แล้วจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าใส่แจ็กเกตของ Miu Miu ไปประชุมครั้งสำคัญจะดูเยอะเกินไปไหม หรือถ้าจะใส่เสื้อวินเทจพิมพ์ลายรอยสักของ Jean-Paul Gaultier เพื่อไปรับลูกที่เนอร์สเซอรี่จะทำให้พ่อแม่คนอื่นๆตกตะลึงหรือเปล่า (คำตอบคือใช่แน่นอน!)

และยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้รู้สึกสนุกไปกับการแต่งตัวที่ไร้กฎเกณฑ์ในช่วงเวลานี้ เช่น ใส่ชุดโซ่ถักของ Paco Rabanne โดยไม่ต้องแต่งหน้า ใส่ถุงเท้าข้างละสีของ Off-White คู่กับรองเท้า Birkenstocks คู่เก่า ใส่เสื้อแขนพองลายตารางของ Chopova Lowena และจะสนุกยิ่งขึ้นเมื่อแต่งอย่างที่ว่าวิ่งไปรับของที่ส่งมาจาก Amazon และอาหารที่สั่งจาก Deliveroo หรือถ้าฉันใส่รองเท้าที่ดูแล้วไม่ทำให้รู้สึกเดินสะดวกมากนักอย่างลองเท้าสวมตกแต่งขนสัตว์ของ Gucci ก็เพียงแค่ใส่มันแล้วนั่งเอาขาพาดบนโซฟาเพื่อดูซีรี่ส์ Sex and the City แบบมาราธอน แม้ชุดทั้งหมดนั้นไม่ได้สัมผัสแสงแดดแต่มันถูกชุบชีวิตให้กลับมาสดใสอีกครั้งด้วยสเปรย์ซักผ้าแห้งของ Day 2 และ Febreze โดยไม่จำเป็นต้องซักแบบใช้น้ำเลย ดังนั้นการกักตัวอยู่บ้านตามมาตรการล็อกดาวน์จึงหมายถึงการที่ฉันได้แต่งตัวสวยๆจากของที่มีอยู่ในตู้ เป็นการแต่งตัวตามแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่ต้องไปแคร์เรื่องภาพลักษณ์ทางสังคม

ถ้าหากต้องการการตอกย้ำถึงพลังแห่งวิถีแฟชั่น การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ครั้งนี้ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่แนบชิดกับร่างกายของเรามากที่สุด ‘เสื้อผ้า’ สามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกด้านลบได้ และการแต่งกายยังสื่อสารให้ใครสักคนที่แสนพิเศษรับรู้ถึงความรู้สึกในการอยากไปพบ ได้กอด ได้จูบ และพาพวกเขาเหล่านั้นไปกินอาหารด้วยกันสักมื้อ หรือเพียงแค่สื่อให้เห็นว่าเราอยากออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก เพราะบรรยากาศในวันนั้นน่าเดินเล่นเสียเหลือเกิน

เสื้อผ้าสีสันสดใส ตัดเย็บด้วยวัสดุเลอค่า ซึ่งเป็นผลงานจากการรังสรรค์ของแบรนด์ชื่อดังเหล่านั้น ช่วยให้ฉันต่อสู้กับสภาวะหดหู่ในช่วงล็อกดาวน์ แต่ทั้งนี้ทุกคนก็มีวิธีการแต่งกายและใช้แฟชั่นเพื่อเยียวยาในแบบของตน ดังนั้นในการเรียนรู้ที่จะสอนตัวเองว่าสไตล์หรืออะไรก็ตามที่เราสวมใส่คือการการสร้างความพึงพอใจ หรือเป็นการสร้างพลังให้แก่ตัวเอง จึงเป็นการประเมินหรืออาจทำให้มองความสัมพันธ์ที่มีต่อเสื้อผ้าเปลี่ยนไป ถึงแม้เราอาจจะกลับมาอยากซื้อเสื้อผ้าใหม่อีกครั้ง และแต่งตัวเพื่อทำให้คนอื่นประทับใจโดยมีเรื่องธรรมเนียมการแต่งกายกลับเข้ามา แต่ท้ายที่สุดเราก็จะรู้เองว่าแท้จริงแล้วเสื้อผ้าของเรานั้นมีความมหัศจรรย์ เป็นความพิเศษที่เราเท่านั้นจะรับรู้ได้ เป็นพลังในการกระตุ้นความรู้สึก ช่วยเก็บเกี่ยว ปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหาย และช่วยทำให้รู้สึกเบิกบานขึ้นมาได้ในยามที่ไม่มีใครเคียงข้างเรา

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH