SIGNATURE

พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

กับเบื้องหลังการทรงงาน และโครงการ SAVE MY RIGHTS

02 APR 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษกับแอล ประเทศไทยถึงเบื้องหลังการทรงงานในฐานะองค์ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI​ และองค์อุปถัมภ์ Royal Bangkok Symphony Orchestra สู่การก่อตั้งมูลนิธิอารยศิลป์ สิริวัณณวรีนารีรัตน์ เพื่อสนับสนุนบุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ และโครงการล่าสุด ‘Save My Rights ศิลปินพิทักสิทธิ์’ เพื่อรณรงค์ความสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญา

มีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลังก่อนจะเริ่มกระบวนการทำงาน จากฝีเข็มแรกบนผืนผ้าเพื่อรังสรรค์อาภรณ์อันแสนงดงาม โดยกระบวนการสำคัญคือการมองหาแรงบันดาลใจที่อยู่รายล้อมรอบตัวเพื่อจุดประกายจนก่อเกิดเป็นผลงานอันทรงคุณค่า หากดีไซเนอร์เปรียบดั่งวาทยกรผู้มีความเข้าใจในเนื้อหาของบทเพลงและควบคุมความพร้อมเพรียงของตัวโน้ตให้สอดประสานกัน เหล่าทีมช่างก็คงเปรียบดั่งนักดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้าที่มีหน้าที่เปล่งเสียงโน้ตให้ออกมาเป็นบทเพลงที่แสนไพเราะ และด้วยพระอัจฉริยภาพด้านการทรงงานศิลปะหลากหลายแขนง จึงทอดพระเนตรเห็นความสำคัญของเหล่าศิลปินและทรงจัดตั้ง ‘มูลนิธิอารยศิลป์ สิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เพื่อสนับสนุนบุคลากร นักศึกษา รวมทั้งศิลปินที่อยากเรียนต่อหรือไปดูงานทางด้านศิลปะในทุกแขนงแล้วกลับมาพัฒนางานของตัวเองและส่วนรวม

“ตัวท่านหญิงอยากให้ภาครัฐมองว่าสายอาชีพของพวกเราไม่ใช่เป็นแค่ศิลปิน เราเป็นศิลปินที่สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ เราสามารถที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ การส่งออกงานฝีมือ คนไทยมีฝีมือแล้วก็มีไอเดียที่ดีมากๆ ในการทำงาน เพราะฉะนั้นเราจึงส่งเสริมสิ่งนั้นขึ้นมาแล้วทำมันให้เป็นรูปธรรม” สมเด็จพระเจ้า-ลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงวางแผนการดำเนินงานในอนาคตของมูลนิธิว่าอาจจะเพิ่มสาขาวิชาชีพให้มีความละเอียดมากขึ้น โดยอาจเปิดเป็นภาควิชาเพื่อขยายฐานนักศึกษาให้มีจำนวนมากขึ้น หรือบุคลากรที่เพิ่มขึ้น หรืออาจให้ดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วมาเผยแพร่ความรู้ รวมไปถึงการทำห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับเด็กที่อยู่ห่างไกล “คนที่อยากเรียนรู้แต่ไม่มีโอกาส เราก็เลยคิดว่าต้องมีห้องสมุดเคลื่อนที่ รวมทั้งปลูกฝังตั้งแต่เด็กหนังสือเล่มเล็กๆทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ จินตนาการ เขาอาจจะเป็นดีไซเนอร์ เมกอัพ-อาร์ทิสต์ เป็นแฮร์สไตลิสต์ หรือเป็นอะไรต่อไปในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้”

นอกจากจะช่วยส่งเสริมศิลปินด้วยการเป็นองค์อุปถัมภ์และทรงงานผ่านมูลนิธิต่างๆ แล้ว ยังทรงตระหนักถึงความสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะทุกแขนงจึงได้จัดตั้งโครงการ #SaveMyRights ศิลปินพิทักษ์สิทธิ์ โครงการที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการละเมิดสิทธิทางปัญญาอันจะสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่นำมาซึ่งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลและภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมทั้งยังเป็นการผลักดันกระบวนการคิดทางการออกแบบให้เกิดการพัฒนาต่อยอดอย่างถูกต้องในระดับสากล และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าแห่งทรัพย์สินทางปัญญาของบรรดาศิลปินจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเล่าย้อนไปขณะที่ทรงศึกษาอยู่ที่ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “ตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย เวลานั้นเราไม่เข้าใจหรอกว่าเรียนไปทำไม เป็นคณะนิติศาสตร์มาบรรยายให้กับเด็กศิลปะฟัง ซึ่งเราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร พูดถึงสิทธิ พูดถึงลิขสิทธิ์ หลังจากนั้นเราค่อยๆเรียนรู้ว่ามันสำคัญ” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ อยากให้ทุกคนทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงานได้ตระหนักถึงคุณค่าทางการออกแบบ เพราะทุกการสรรค์สร้างล้วนแต่ใช้กระบวนการคิดที่ศิลปินต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และทุนทรัพย์จนกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น “ยกตัวอย่าง Christian Louboutin กับพื้นรองเท้าสีแดง เขาก็จดลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นใครที่ลอกเลียนแบบมันเหมือนเป็นทางลัด มันเป็นเรื่องน่าละอาย” การจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาสิทธิ์ของผู้ออกแบบเพื่อคุ้มครองทางด้านกฎหมาย แน่นอนว่าเรามองเห็นสิ่งต่างๆเพื่อนำมาสร้างแรงบันดาลใจ นำมาต่อยอดทางความคิดจนก่อให้เกิดผลงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ทว่าการนำมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตคงไม่ใช่เรื่องดี เราจึงพึงระลึกไว้เสมอว่าทุกผลงานล้วนแต่มีเจ้าของ

“ท่านหญิงคิดว่ามันคือสิทธิ มันคือไอเดียของเรา เราทำงาน เราคิดเอง เราต้องปกป้องสิทธิและไอเดียของเราไว้เพื่อเป็นมรดกของตัวเองต่อไป” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ยังทรงเล่าถึงขั้นตอนการทรงงานด้านแฟชั่นที่มีความสลับซับซ้อนว่า “เริ่มต้นด้วยตัวของท่านหญิงเองว่าในแต่ละปีเรากำลังจะทำอะไร กำลังสนใจอะไรอยู่” หลังค้นพบสิ่งที่ทรงสนพระทัยแล้วก็จะนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการตกผลึกในการทรงงานด้านแฟชั่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีแนวทางในการทรงงานที่แตกต่างไปจากดีไซเนอร์ทั่วไป โดยองค์ดีไซเนอร์จะทำงานล่วงหน้าก่อน 1 หรือ 2 ปี ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทาย เพราะการทำงานสายนี้ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกับทีม ซึ่งในบางครั้งอาจมีการสะดุดบ้างเล็กน้อย “อย่างคอลเล็กชั่นปี 2019 จริงๆแล้วท่านหญิงทำก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ปี 2018 แต่ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างยากจะเข้าใจ เป็นอีก 1 ปีที่ทีมงานยังเข้าไม่ถึงก็เลยพักไว้ก่อน” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณรีฯ ทรงกล่าวถึงเรื่องราวในส่วนนี้ด้วยพระสุรเสียงที่เข้าใจทีมช่างพร้อมแย้มพระสรวล

“หลังจากนั้นเมื่อเห็นว่าทีมพร้อมทำความเข้าใจในหลายประเด็น มีความเข้าใจในซิลูเอตใหม่ๆ พร้อมจะเจอกับความท้าทายในทุกภาคส่วนเราก็ลุยกันเลย” หลังจากกำหนดแนวทางการออกแบบเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทดลองขึ้นต้นแบบ “ต้องมีการทดลองก่อนค่ะ ท่านหญิงเป็นคนที่ถนัดเทคนิคการเดรปปิ้ง แล้วก็ชอบทดลองตัดต่อพันธุกรรมเสื้อผ้าเอง” เมื่อได้ชุดต้นแบบแล้วจะทรงบันทึกภาพเพื่อส่งต่อให้กับทีมเพื่อกระจายงาน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสเกตช์แบบ “ท่านหญิงจะไม่เริ่มจากการสเกตช์ น้อยมากที่จะเริ่มสเกตช์เหมือนดีไซเนอร์คนอื่นๆ ท่านหญิงจะใช้เทคนิคโอต กูตูร์ที่ต้องทำแพตเทิร์นก่อนเหมือน Azzedine Alaïa เป็นต้น” หลังจากนั้นจะทรงศึกษารูปแบบการตัดเย็บที่เป็นไปได้ และมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับผลงาน “ท่านหญิงชอบเพนติ้งมาก” ทรงกล่าวถึงเทคนิคทรงโปรดที่ทำให้ผลงานภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI มีเอกลักษณ์โดดเด่น และด้วยกระบวนการคิดและการผลิตที่ซับซ้อนจึงต้องใช้ระยะเวลาในการทรงงานนาน “ซีซั่นเดียวใช้เวลาทำงานทั้งหมด 6 เดือน แต่ตอนนี้ท่านหญิงทำ 2 ซีซั่น 6 เดือน คล้ายกับแฮมเบอร์เกอร์แล้วสอดไส้ ก็เหมือนกับแฮมชีส ก็คือ 3 เดือน กับ 3 เดือน หรือไม่ก็ 2 เดือนครึ่ง” แม้ว่าเวลาในการทรงงานจะลดลงแต่ทรงไม่ย่อท้อต่องานที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว “ท่านหญิงจะตั้งเวลาเอาไว้ว่าถ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่ออฟฟิศใหญ่ ก็จะทำงานอย่างน้อยวันละ 8-9 ชั่วโมง ถ้าอยู่เมืองนอกอย่างน้อยก็ต้อง 4 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ช่วงไหนที่ทุกคนต้องการส่งผ้ามาให้เราแมตช์อย่างน้อยก็ถึงเที่ยงคืน ตี 1” ทรงเล่าต่อถึงภาพฝีพระหัตถ์ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ทรงโปรดปราน

“ถ้าเป็นเพนติ้งผ้าใบผืนใหญ่ รวมไปถึงพวกซิลก์สกรีน ท่านหญิงจะชอบทำตอนกลางวันเพราะว่าเดย์ไลต์ค่อนข้างดี แล้วก็ยาวไปถึงประมาณ 6 โมงถึงทุ่มหนึ่งของเวลาหน้าร้อนที่ยุโรป” แน่นอนว่าการทรงงานหนักทำให้ทรงล้าพระเนตรอยู่บ้างแต่ก็ทรงทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตร โดยจะมีสมุดสำหรับขีดเขียนติดพระองค์อยู่เสมอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีวิสัยทัศน์ว่าผู้สร้างสรรค์แฟชั่นควรเป็น ‘ศิลปิน’ ที่มีมุมมองในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นแพสชั่น ประวัติศาสตร์ งานหัตถศิลป์ หรือแม้แต่กระบวนการพัฒนาในทุกด้าน “ท่านหญิงไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์ จะมองตัวเองเป็นศิลปินแต่เป็นศิลปินสายแฟชั่น ทำอย่างไรให้งานศิลปะของเราสามารถมองได้ทุกมิติ และสามารถสวมใส่ได้ จากงานอาร์ตแอนด์คราฟต์พัฒนามาสู่แฟชั่น”

นอกเหนือจากการทรงงานด้านแฟชั่นแล้ว ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Royal Bangkok Symphony Orchestra - RBSO) โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 ที่ทรงเป็นองค์อำนวยการฝ่ายศิลป์ “ก่อนหน้านั้นก็จะเป็นเสด็จพ่อ แล้วก็มีช่วงว่างไป ก็ขอพระราชทานลองทำขึ้นมาใหม่ คือบริหารและจัดการใหม่ RBSO เหมือนเป็นของครอบครัว ทูลกระหม่อมปู่และสมเด็จย่าท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจทางด้านดนตรีให้ท่านหญิง บวกกับที่ว่าวงดุริยางค์วงนี้เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก เราอยากพัฒนา อยากให้เขาเป็นที่ 1 ในเอเชีย-แปซิฟิก เป็นที่ 1 ในเมืองไทย แล้วก็ไปในระดับสากล ท่านหญิงไม่ได้ต้องการให้เป็น 1 ใน 10 หรือ 1 ในการจัดลำดับ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือ ‘As far as possible’ นักดนตรีไทยที่เล่นดนตรีสากลนั้นมีความสามารถ” 

นอกจากจะทรงดำเนินตามรอยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้า อยู่หัวในการทรงงานด้านดนตรีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จุดประกายคือทรงเห็นว่าเมซงแฟชั่นระดับโลกอย่าง Chanel, Dior และ Burberry เริ่มใช้การแสดงดนตรีสดอย่างดนตรีคลาสสิก แจ๊ซ หรือแม้แต่ป๊อป มาบรรเลงระหว่างแสดงผลงาน รวมไปถึงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านศิลปะในแขนงต่างๆ “ท่านหญิงคิดว่าแบรนด์ของเราก็น่าจะมีอะไรแบบนี้บ้าง ในปี 2016 จึงคิดขึ้นมาว่าอยากทำบ้างแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร พร้อมๆกันนั้นก็เริ่มเข้ามาเป็นองค์อุปถัมภ์ แล้วก็เริ่มเข้ามาแต่งเพลงด้วย ซึ่งเราก็แต่งจากสิ่งที่เราไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร จากความที่ไม่รู้มันก็ขยายผลมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็เรียนรู้ไป Learning by doing” และทรงเล่าต่อถึงการทรงงานด้านดนตรีด้วยว่า “ช่วงประพันธ์ดนตรีมักจะเกิดขึ้นตอนกลางคืนเสมอ เกิดจากโน้ตเล็กๆ 2-3 ตัวขึ้นไป อยู่คนเดียวกับไฟ 1 ดวง” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงจดไว้ในสมุดตัวโน้ตเล่มเล็กที่ Vienna Philharmonic มอบให้ หรืออัดเสียงเพื่อส่งต่อให้ผู้ช่วยร่วมกันคอมโพส โดยส่วนใหญ่เวลาไปประทับ ณ ต่างประเทศจะทรงงานไม่ต่างกับอยู่เมืองไทยเลย

ในการสร้างสรรค์ผลงานไม่ว่าจะเป็นด้านใดล้วนแต่ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความอุตสาหะ ใช้แรงกายและแรงใจบ้างก็หลายปี บ้างก็เกือบทั้งชีวิตกว่าผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซจะเสร็จสมบูรณ์ มีศิลปินอยู่ไม่น้อยที่ทุ่มเทจิตวิญญาณลงใปในผลงาน แต่แล้วก็พบกับเหตุการณ์ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากปล่อยไปให้เป็นเช่นนั้นสังคมคงจะเต็มไปด้วยผู้คัดลอกที่คอยเอารัดเอาเปรียบ ‘คนสร้างสรรค์ตัวจริง’ แอลจึงขอเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าแห่งผลงานจากคนสร้างสรรค์เหล่านี้ โดยสามารถติดตามเรื่องราวของศิลปินชั้นนำของไทยได้ที่โครงการ #SaveMyRights ศิลปินพิทักษ์สิทธิ์ ตลอดทั้งปี 2563

Make Up: ภูวษา พรธรรมฉัตร
Hair: สมพร ธิรินทร์
Make Up: ภูวษา พรธรรมฉัตร
Setup: ณัตสุพล พรมสวัสดิ์
Assistant Setup: ชิตวัจน์ บุรมยากร, ปวริศา ภูนุช
Photographer: วัชรสิทธิ์ วิชญาณรัตน์
Assistant Photographer: โสภณ ไขยเสน, สมบูรณ์เกียรติ วงศ์หอม, อุดมศักดิ์ เอมอู่สิน
Videographer: ประภาวัต เฮงสุวรรณ์, สุวิจักษณ์ ประดาศักดิ์
Stylist: ดนีย์นาถ บุรกสิกร
Assistant Stylist: จิตธิดา เข็มกำเนิด, ชะตา แก้วอุดม

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH