SIGNATURE

ร่วมรำลึกถึง Kenzo Takada นักออกแบบผู้เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากสองซีกโลก

ผู้ปฏิวัติโลกแฟชั่นด้วยการเปลี่ยนรันเวย์ธรรมดาให้เป็นโรงละคร

14 JAN 2021
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE France โดย Théodora Aspart, แปล: Rasita Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N.

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา Kenzo Takada นั่งตรงข้ามเราด้วยท่าทีที่แสดงออกถึงความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้มาชมโชว์คอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2020 ของแบรนด์ที่เขาก่อตั้งมากับมือ (และยังเป็นโชว์แรกของ Felipe Oliveira Baptista ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่) ซึ่งไม่ต่างจากทุกครั้งที่ปรากฏตัว เขามักสร้างสีสันให้บรรยากาศโดยรอบเสมอ ด้วยสไตล์การแต่งกายที่ร่วมสมัย ใบหน้าเปื้อนยิ้มดูเบิกบานราวกับวัยรุ่น (ทั้งๆที่เขาอยู่บนโลกใบนี้มานานถึง 8 ทศวรรษ) แม้กระทั่งอ้อมกอดแสดงความยินดีที่เขามอบให้ผู้สานต่อตำนานแห่ง Kenzo ก็ช่างดูอบอุ่นจนแผ่ความรู้สึกดีๆไปยังผู้ชมรอบข้าง เวลานั้นผู้คนยังสามารถพูดคุยและเข้าถึงเนื้อถึงตัวอย่างไม่ต้องกังวลใดๆ และยังไม่มีใครตระหนักถึงเจ้าเชื้อไวรัสร้าย Covid-19 ที่พรากชีวิตของเขาไปในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2020 ด้วยวัย 81 ปี

Kenzo Takada มาชมผลงานแรกของ Felipe Oliveira Baptista สำหรับ Kenzo Fall/Winter 2020

Photo: Getty Images

การที่ปารีสได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโลกแฟชั่นนั้นไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นเพราะนครแห่งแสงสีนี้มีแรงดึงดูด ยั่วยวนให้เหล่าดีไซเนอร์ผู้มีพรสรรค์จากทุกมุมโลกเดินทางมาสัมผัส โดยดีไซเนอร์จากแดนอาทิตย์อุทัยก็เป็นหนึ่งในนั้น และหากเป็นสถานการณ์ปกติ (ก่อนที่โรคระบาดจะเข้ามาก่อกวนแปลนต่างๆ) ปารีสคือตัวเลือกหลักในการจัดแสดงผลงานของ Junya Watanabe, Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garçons ซึ่งข้อนี้ต้องขอยกเครดิตให้ Kenzo Takada ที่เป็นผู้เบิกทางให้นักออกแบบรุ่นหลัง ตั้งแต่เจ้าตัวมาลงหลักปักฐานในเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสเมื่อช่วงกลางทศวรรษที่ 1960

บ่อยครั้งที่เขามักพูดถึงวัยเด็กราวกับว่านั่นคือช่วงเวลาที่หม่นหมอง หรือแย่ไปกว่านั้นคือเป็นช่วงเวลาที่ขมขื่น เพื่อให้เข้าใจว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เราต้องลองจินตนาการตาม (ถึงแม้ว่ามันไม่ง่ายก็เถอะ) ว่าเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในหมู่บ้านแล็กๆใกล้ปราสาทโบราณของฮิเมจิในโกเบ ช่วงเวลาที่บ้านเมืองตกอยู่ในยุคสงครามต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายขนาดไหน…Kenzo เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 เขาเป็นลูกคนที่ 5 จากพี่น้องทั้งหมด 7 คน พ่อแม่มีกิจการร้านน้ำชา ส่วนเด็กชายเคนโซ่ที่ดูเหมือนว่าเรียนไม่ค่อยเก่งนั้นเป็นเพราะเขามีภาวะบกพร่องทางการอ่าน (dyslexia) ในขณะที่พี่สาวและน้องสาวได้มีโอกาสเรียนเย็บปักถักร้อย ตัวเขาเองก็สนใจอยากจะตามไปเรียนด้วย หากแต่ติดอยู่เรื่องหนึ่งคือ ‘เขาเป็นเด็กผู้ชาย’ จะให้มาเรียนวิชาการบ้านการเรือนเหมือนพวกผู้หญิงคงเป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งหลายปีผ่านไปในช่วงที่เขากำลังเบื่อหน่ายกับชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโกเบ โอกาสทองก็มาถึง เมื่อโรงเรียนสอนแฟชั่นชื่อดัง Bunka Fashion College ในกรุงโตเกียวได้เปิดรับนักศึกษาชาย เขาจึงไม่รอช้ารีบคว้าโอกาสไว้ทันที การได้ก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นทำให้เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง เขาเริ่มใช้ชีวิตเฮฮาปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงก่อนที่จะกลายมาเป็นขาปาร์ตี้ประจำกรุงปารีสอย่างเต็มตัว

แต่ก่อนที่จะเดินทางมาถึงปารีสนั้นเขาได้ใช้ชีวิตบน ‘Le Cambodge’ (แปลว่า กัมพูชา ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงประเทศเพื่อนบ้านที่เรารู้จัก แต่เป็นชื่อของเรือเดินสมุทรที่เดินทางจากเมืองโยโกฮามาเมื่อปี ค.ศ. 1964 โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นเมืองมาร์เซย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ได้เปิดโลกทัศน์และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขากลายมาเป็นดีไซเนอร์ต้นแบบแห่งการผสมผสานความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างที่เรารู้จักในวันนี้ ‘Le Cambodge’ ใช้เวลาเดินทางคราวละ 2-3 วัน และหยุดพักในเวลากลางคืน มีการหยุดแวะที่สิงคโปร์ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังไม่ได้มีตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นทุกวันนี้ ถัดมาที่ไซง่อนกับภาพของสาวๆชาวเวียดนามที่กำลังปั่นจักรยานในชุดกระโปรงสีสันสดใส และหมวกทรงกรวยแหลมเป็นเอกลักษณ์ ได้สร้างความประทับใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก ไหนจะเมืองบอมเบย์ที่เจ้าตัวขอยกตำแหน่งให้เป็นเบอร์ต้นในฐานะเมืองแห่งแรงบันดาลใจ…ตามมาด้วยโคลัมโบ จิบูตี อเล็กซานเดรีย และสิ้นสุดที่มาร์เซย จากนั้นก็เดินทางต่อมาจนถึงกรุงปารีส

แรกเริ่มเขาคิดจะใช้เวลาสำรวจเมืองหลวงแห่งโลกแฟชั่นนี้เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ หรือมากสุดก็อาจจะแค่ 6 เดือน แต่ที่แน่ๆคือไม่คิดว่าจะอยู่ยาวนานถึง 50 ปี! ยิ่งเมื่อเรามารู้ด้วยว่ามหากาพย์ระหว่างเคนโซ่และกรุงปารีสนั้นเริ่มขึ้นได้แย่เอามากๆ เขาเล่าประสบการณ์วันแรกที่มาเหยียบเมืองๆนี้ในหนังสือ ‘Kenzo Takada โดย Kazuko Masui, Edition Chêne 2018’ ไว้ว่า “ผมมาถึงสถานี Gare de Lyon ในคืนวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1965 ตอนนั้นท้องฟ้ามืดมาก แล้วสถานีก็ทั้งสกปรกและเก่าสุดๆไปเลย ผมเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง ความรู้สึกแรกที่มีคือปารีสดูหดหู่และเฉาเอามากๆ” ตอนนั้นสำหรับเคนโซ่แล้ว ‘ข้อเสีย’ ของเมืองนี้ยาวเป็นหางว่าว ทั้งบรรยากาศอันห่อเหี่ยว แช่ตัวในอ่างน้ำได้แค่อาทิตย์ละ 2 หน (เขาเช่าห้องในโรงแรมที่ไม่มีห้องน้ำส่วนตัว และต้องชำระเงินเพิ่มสำหรับการแช่อ่าง) ไหนจะคิดถึงซูชิแทบจะขาดใจ แย่ไปกว่านั้นคือเขาพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลย ส่วน ‘ข้อดี’ เขายกให้ขนมปังหอมกรุ่นและรสชาติเยี่ยม มีร้านดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไป และที่ลืมไม่ได้เลยนั่นคือการที่ปารีสคือศูนย์กลางของโลกแฟชั่น หากคิดจะกลับบ้านโดยไม่ลองทำอะไรเลยนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงลองไปหาประสบการณ์กับ Louis Féraud ช่างตัดเย็บที่เปิดร้านอยู่ตรงถนน Faubourg-Saint-Honoré นักออกแบบผู้นี้เป็นที่รู้จักในนามดีไซเนอร์คู่บุญของซูเปอร์สตาร์ Brigitte Bardot ซึ่งทางหลุยส์ได้ซื้อรูปสเกตช์ของเขาไป 5 ใบ พร้อมทั้งกระซิบว่า ‘ELLE’ กำลังมองหาสไตลิสต์สำหรับ ‘Bon Magique’ แคตตาล็อกที่คัดสรรเสื้อผ้าชิ้นเด็ดๆที่ทำออกมาแบบ ‘exclusive’ และมีราคาเป็นมิตรสำหรับสาวกนักอ่าน เมื่อเคนโซ่มองเห็นช่องทางจึงรีบคว้าโอกาสดีๆนี้ไว้ ส่วนเรื่องกลับบ้านค่อยไว้ว่ากันทีหลัง รอก่อนนะเจ้าเรือ ‘Le Cambodge’ เพราะตอนนี้ถึงเวลาสะบัดต่อไม่รอแล้วนะ! เขาเริ่มรับงานฟรีแลนซ์ให้กับทางนิตยสารแอลควบกับรับงานของห้องเสื้อโนเนมอื่น ๆ เช่น Jacques Heim และ Pisanti

ในปี ค.ศ. 1970 เป็นช่วงเวลาของสุภาพสตรีปลดแอก และเป็นช่วงเวลาที่วงการแฟชั่นมีอะไรสนุกๆให้เห็นอยู่เรื่อยๆ นอกจากโอต กูตูร์แล้วทั้ง Yves Saint Laurent และ Pierre Cardin ยังมีไลน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน มีราคาไม่สูงจนเกินเอื้อม ในขณะที่ Cacharel นำเสนอชุดลายดอกที่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวบนเรือนร่างของผู้สวมใส่ ด้าน Dorothée Bis ก็ส่งโค้ตเนื้อนุ่มสีสันแสบทรวงออกมาตีตลาด ส่วน Sonia Rykiel ก็เปลี่ยนเสื้อไหมพรมเฉิ่มๆให้กลายเป็นเสื้อถักเข้ารูปของฮิตในหมู่สาวๆย่าน Sant-Germain-des-Prés…และวันที่ 14 เมษายนปีนั้นเองที่เคนโซ่ได้ฤกษ์เปิดร้านแรกเป็นของตัวเองที่ Galerie Vivienne บูติกเล็กๆที่เขาและเพื่อนช่วยกันลงมือตกแต่ง ช่วยกันลงฝีแปรงวาดฝาผนังตามแบบรูปของจิตรกรดัง Douanier Rousseau ด้วยความชื่นชม และเพราะสมาชิกในแก๊งเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมดจึงเกิดไอเดียเรียกชื่อร้านนี้ว่า ‘Jungle Jap’ แต่ติดอยู่อย่างคือคำว่า ‘Jap’ นั้นค่อนข้างระคายหูชาวอเมริกันมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก เมื่อร้านเริ่มดังจนมีคนพูดถึงเยอะเข้าจึงพากันเดือดร้อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อมาเป็น Kenzo ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980

Kenzo Takada, 1981

Photo: Dans ELLE,

สไตล์ของ Kenzo อันเป็นที่ประจักษ์และทำให้แฟชั่นนิสต้าเมืองน้ำหอมหลงรักคือ การที่ยังรักษาเอกลักษณ์การแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัยไว้ โดยในคอลเล็กชั่นแรกเขาใช้ผ้าจากญี่ปุ่นมาตัดเย็บผสมผสานกับผ้าที่ได้มาจากตลาด Saint Pierre แต่ทว่าในตอนนั้นเคนโซ่ยังใช้ภาษาฝรั่งเศสได้ไม่ดีนักจึงทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดและลอนช์เสื้อผ้าออกมาผิดฤดูกาล แต่ช่างประไรสำหรับเขาแล้วแฟชั่นคือความอิสระ ไร้กฎเกณฑ์ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เขาใช้การตัดเย็บกิโมโนมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้า เป็นชุดตัวหลวมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนใส่และเสื้อเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหว และในขณะที่ผ้าใยสังเคราะห์กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายเคนโซ่กลับเลือกสวนกระแสโดยใช้ผ้าที่มาจากเส้นใยธรรมชาติ ทั้งผ้าฝ้าย ลินิน ไหม อีกทั้งลวดลายดอกไม้สีสันสดใสให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาของเขานั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร หากจะว่าไปแล้วคือทำได้ดีกว่างานออกแบบเสื้อผ้าเสียอีก เขาได้สร้างสไตล์ที่ดูสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็งดงามและนุ่มนวลอ่อนหวาน สไตล์ที่ถูกผสมผสานเกิดจากการที่เขาซึมซับสิ่งรอบๆตัว ไปจนถึงการได้แรงบันดาลใจมาจากดินแดนอื่นอันไกลโพ้น...ว่าแต่มันคือที่ไหนล่ะ?

“งานขอเคนโซ่คือนิยามของแฟชั่นยุค ’70s” Miren Arzalluz นักประวัติศาสตร์แฟชั่นและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แฟชั่น Palais Galliera ได้กล่าวถึงดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้นี้ให้เราฟังว่า “ยุค ’70s เป็นยุคที่ผู้คนสนุกสนานกับการแต่งตัว ต่างคนต่างสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเอง เสื้อผ้าสีสันสดใสสะท้อนมุมมองที่เต็มไปด้วยพลังบวกของผู้สวมใส่ ผลงานที่เคนโซ่สร้างสรรค์ไว้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนประสบการณ์ที่เขาได้พบเจอตลอดช่วงชีวิต มันคือการหลอมรวมเรื่องราวต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน เคนโซ่ขยันสร้างผลงานใหม่ๆอย่างไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวจับโน่นมาผสมนี่ เอาอันนี้ไปปะติดกับอันนั้น เขามักจะได้แรงบันดาลใจมาจากลายพิมพ์บนผ้าพื้นเมืองที่ได้เห็นจากทั่วทุกมุมโลก งานของเขาบ่งบอกถึงการสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง” และสุดท้ายปารีสก็ตกอยู่ในกำมือของเคนโซ่ วันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ชุดของ Kenzo ได้ขึ้นปก ELLE ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผลงานของเขาได้ขึ้นปกนิตยสาร และเป็นครั้งแรกที่ผลงานของดีไซเนอร์จากญี่ปุ่นได้ขึ้นปกนิตยสารของฝรั่งเศส…

Sayoko Yamaguchi บนรันเวย์ Kenzo Spring/Summer 1988

Photo: Getty Images

แม้เสื้อผ้าของ Kenzo ไม่ได้เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าสตางค์ของทุกคน แต่มันก็ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ฟู่ฟ่าจนคนเห็นแล้วไม่กล้าเข้าไปสัมผัส ยามที่เราสวมเสื้อผ้าของแบรนด์นี้เราไม่ได้ใฝ่หามาดผู้ดี หรูหรา แต่มันเป็นการสื่อสารถึงความเป็นมิตรอันอบอุ่น รักในความสวยงามของธรรมชาติและเปิดกว้างที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ เมื่อมองจากลวดลายของพฤษานานาพันธุ์บนชิ้นงานและการเลือกเหล่านางแบบ-นายแบบที่มีทุกเชื้อชาติแล้ว ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าแนวคิดหลักที่แบรนด์สื่อสารออกมาคือการเคารพผู้อื่น เคารพในความแตกต่าง และเคารพต่อธรรมชาติ...ฟังแล้วอาจคุ้นหู เพราะยุคนี้ไม่ว่าแบรนด์ไหนๆก็ออกมาป่าวประกาศจุดยืนนี้กันทั้งนั้น ต่างเพียงแค่มันถูกเรียกชื่อใหม่เป็น ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ และ ‘การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างในสังคม’

จะบนรันเวย์หรือในดิสโก้เทค Kenzo สามารถสร้างความสนุกสนานให้คนรอบข้างได้เสมอ เขาจะบอกให้เหล่านายแบบ-นางแบบเดินแฟชั่นโชว์แบบสุดเหวี่ยง ไม่ว่าจะทั้งเต้น หรือให้ใส่โรลเลอร์เบลดออกมาวาดลีลาบนรันเวย์ การแสดงผลงานในแต่ละครั้งของ Kenzo ช่างมีสีสันตระการตาราวกับเทศกาลเฉลิมฉลองดอกไม้ไฟ Sylvie Grumbach ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ 2e Bureau เธอเคยทำหน้าที่ดูแลด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับนักออกแบบมากหน้าหลายตาและยังป็นเพื่อนของเคนโซ่ ได้เท้าความหลังให้ฟังว่า “เคนโซ่ปฏิวัติวงการแฟชั่นด้วยการเปลี่ยนรันเวย์ธรรมดาให้กลายเป็นโรงละคร ช่วงฟินาเล่ของโชว์หนึ่งในช่วงต้นอาชีพดีไซเนอร์ของของเขาจัดขึ้นที่ Bourse de Commerce มีนางแบบที่แต่งตัวด้วยชุดเจ้าสาวปรากฏออกมาบนหลังม้า มันเป็นอะไรที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน” ยามที่เขาออกท่องราตรี (ซึ่งบ่อยเอามากๆ) เคนโซ่จัดหนักจัดเต็มทุกคืน เขาดูเฉิดฉายเปรี้ยงปร้างราวกับพลุ งานไหนที่มีเขางานนั้นย่อมการันตีได้ถึงความมัน อย่างที่ Le Sept คลับเล็กๆบนถนน Saint Anne (ซึ่ง Karl Lagerfeld และ Yves Saint Laurent ไปเยือนบ่อยจนกลายเป็นบ้านหลังที่ 2) ถึงขั้นยกที่ข้างๆดีเจให้เป็นที่ประจำของเขา ครั้งหนึ่งเคนโซ่และเพื่อนสาว Loulou de la Falaise ผู้มีฐานะทั้งการเป็นนักออกแบบเครื่องประดับและมิวส์ของ Yves Saint Laurent ไปสนุกสุดเหวี่ยงกันที่ Studio 54 ในนครนิวยอร์กจนรู้สึกติดอกติดใจ เขาจึงดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อ Le Palace ซึ่งเป็นตัวแทนของ Studio 54 เวอร์ชั่นปารีสเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1978 โดยมี Grace Jones เป็นผู้ขับร้องบทเพลงระดับตำนาน ‘La Vie En Rose’ ในวันเปิด และนี่เองคือจุดเริ่มของค่ำคืนอันแสนหฤหรรษ์ สนุกกันจนลืมโลก ละลานตาไปด้วยแชมเปญจำนวนมหาศาล

Fabrice Emaer, Kenzo Takada และ Helmut Berger ในงานปาร์ตี้ ณ Palace night club, 1979

Photo: Getty Images

“มีอยู่คืนหนึ่ง…” ซิลวีเปิดเรื่องเรียกความสนใจ (เธอทำงานอย่างใกล้ชิดและดูแลฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคลับจึงรู้เห็นอะไรมากมาย) “คืนนั้นพวกเขาจัดแฟนตาซีปาร์ตี้ โดยมีธีมให้แต่งตัวข้ามเพศ หญิงแต่งเป็นชาย ชายแต่งเป็นหญิง Jerry Hall และ Mick Jagger ก็อยู่ในงาน เคนโซ่ปรากฏกายแบบจัดเต็มด้วยชุดลูกไม้ เวลาเริ่มงานมีช่างเทคนิคเอาบันไดมาพาดที่หน้าตึกเพื่อให้แขกได้เล่นสนุกโดยการปีนขึ้นไปที่ระเบียงหน้าต่างห้องรับรองโดยไม่ต้องเข้าทางประตูหลัก เขาปีนบันไดขึ้นไปแล้วหายไปพักใหญ่ ซึ่งนานพอสมควร จนใครๆต่างก็คิดว่าคงลงไปอีกทางแล้ว จึงยกเอาบันไดออก แต่อยู่ๆไม่รู้เขาโผล่มาจากไหน แม้จะไม่มีบันไดลงเขาก็พยายามเก้ๆกังๆปีนตึกลงมา…” ตอนงานครบรอบวันเกิด 40 ปีของ Fabrice Emaer ผู้เป็นเจ้าของ จัดงานปาร์ตี้ในธีมการ์ตูนซึ่งได้กลายมาเป็นปาร์ตี้ในตำนาน แขกในงานแต่ละคนแต่งตัวแบบจัดเต็มชนิดที่กินกันไม่ลง Jacques de Bascher ชู้รักของ Saint Laurent และ Karl Lagerfeld แปลงร่างเป็นพิงก์แพนเตอร์ ส่วนเคนโซ่เป็นมินนี่เมาส์ และ Xavier de Castella คนรักของเขาแต่งเป็นกระต่าย…ยามนี้เคนโซ่มาไกลเกินกว่าจะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดเสียแล้ว

Kenzo Takada, 1985

Photo: Dans ELLE

เผลอแปบเดียวช่วงเวลาของทศวรรษที่ 1980 ก็ผ่านไป แต่ไฟสร้างสรรค์ในตัวของเคนโซ่ยังคงลุกโชน และไม่ยอมปล่อยให้คลื่นลูกใหม่อย่าง Thierry Mugler และ Jean Paul Gaultier มาบดบังได้ง่ายๆ ตอนที่ LVMH เข้ามาซื้อแบรนด์ Kenzo ในปี ค.ศ. 1993 เขายังคงกุมบังเหียนจนถึงปี ค.ศ. 1999 จึงเลือกที่จะวางกรรไกรในวัย 60 ปี ทิ้งงานแฟชั่นที่คลุกคลีมา 3 ทศรรษไว้เบื้องหลัง โชว์อำลาจัดขึ้นที่ Zénith บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา ทั้งนักดนตรี นายแบบ-นางแบบ เหล่าแดนเซอร์ต่างทำหน้าที่กันสุดความสามารถท่ามกลางผู้ชมกว่า 4,000 คนที่ต่างก็รู้สึกตื้นตัน โดยดีไซเนอร์ที่มารับช่วงต่อมีทั้ง Gilles Rosier, Antonio Marras, Carol Lim และ Humberto Leon ทั้งหมดพยายามถ่ายทอดความสนุกสนานและความมีชีวิตชีวาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้ากับบริบทสังคมในแต่ละยุคสมัย ส่วนตัวเคนโซ่นั้นหลังจากวางมือก็ใช่ว่าจะหยุดสร้างสรรค์ผลงานไปเลย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เขาออกแบบเครื่องประดับ ออกแบบคอสตูมสำหรับนักแสดงโอเปร่า และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้เปิดตัว K3 ซึ่งเป็นไลน์เฟอนิเจอร์และของตกแต่งภายใน เวลาไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไป เคนโซ่ยังคงเป็นคนเดิม คนที่เต็มไปด้วยพลังกระตือรือร้น คนที่มองชีวิตเป็นเรื่องสนุกสนาน…จึงไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ‘Rêve’ (ความฝัน) และ ‘Liberté’ (เสรีภาพ) คือสองคำในภาษาฝรั่งเศสที่เขาโปรดปรานที่สุด

TAGS:

Kenzo
SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH