SIGNATURE

"ใช่ ฉันท้อง แต่สามีดันเป็นเกย์!" ชีวิตของตัวแม่ฮิปเตอร์ที่ไม่เก๋อย่างใน Kinfolk

Katie Searle กับชีวิตที่ไม่ได้เหมือนปกนิตยสารที่เธอก่อตั้ง

10 DEC 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE US โดย Leslie Jamison, แปล: Phurich Sittikul, เรียบเรียง: Wattakul N.

นับตั้งแต่นิตยสาร 'Kinfolk' เผยโฉมเมื่อปี ค.ศ. 2011 ชื่อนี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างกระแสการเสพความสุนทรีย์แห่งชีวิตในแบบที่ชาวมิลเลนเนียลใฝ่ฝัน เป็นการนำเสนอแนวคิดและวิถีชีวิตที่อิงรูปแบบชนบทเข้ากับความเรียบง่ายสไตล์นอร์ดิก หลากหลายหน้าในนิตยสารได้พาผู้อ่านเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการที่มีพื้นที่เปิดโล่งและสายลมโชยพัดผ่าน มีบรรดาประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งน้ำที่มีผลแครนเบอร์รี่ลอยอยู่ ตามด้วยการกินอาหารสไตล์แคมปิ้งอย่างขนมปังข้าวโพดและผัดผักแดนดิไลออนที่รสชาติออกเผ็ดหน่อย ๆ มีกลุ่มคุณพ่อไว้ผมยาวในชุดเดนิมแจ็กเกตกำลังตัดต้นคริสต์มาสในป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และผองเพื่อนที่ดูแสนจะขึ้นกล้องท่ามกลางทุ่งโคลเวอร์

Kinfolk ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แฟนๆนักอ่านที่หลงใหลในวิถีชีวิตแนวนี้ แม้จะได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม แต่หนังสือในเครือก็มียอดขายมากถึงหลายแสนก๊อบปี้ และภายใต้การแพร่หลายของชื่อ Kinfolk ก็เปรียบได้กับการกลั่นเอาไอระเหยที่สกัดออกมาจากอัตลักษณ์ของคนหนุ่มสาว ทั้งนี้เหล่าแฟนๆนักอ่านยังร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดกระแส กระตุ้นให้นิตยสารที่มีลักษณะเฉพาะตัวเล่มนี้มียอดขายเพิ่มขึ้น และยังดั้นด้นไปหาถึงสำนักงานในพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน แต่อีกด้านหนึ่ง Kinfolk ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ อย่างการที่สาละวนอยู่กับเรื่องเพ้อฝันของไลฟ์สไตล์ที่สมบูรณ์แบบเกินจริงของคนเพียงบางกลุ่ม

ภาพถ่ายในช่วงแรกของหนังสือในเครืออย่าง The Kinfolk Home มีคู่หนุ่มสาววัย 20 ที่แสนจะดูดี Nathan Williams และ Katie Searle คู่รักผู้ก่อตั้งนิตยสารร่วมกับเพื่อนของพวกเขา Doug และ Paige Bischoff กำลังนั่งอยู่บนโซฟาผ้าทวีดที่ดูเรียบหรูซึ่งตั้งอยู่หน้ากำแพงที่มีแสงของดวงอาทิตย์พาดทับเข้ามาในบ้านสไตล์ลอฟต์หลังหนึ่งในเมืองพอร์ตแลน ทั้งคู่ดูดีมีสไตล์ด้วยการสวมชุดสีเข้มแนวมินิมัล ราวกับว่าชีวิตอยู่ในจุดที่ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ หรือไม่ก็ต้องมีรสนิยมที่แสนดีเลิศจนสามารถเสกทุกอย่างภายในบ้านให้ดูกลมกลืนได้ตามชอบใจ แต่ในบรรดาเศษเสี้ยวแห่งความสุขทั้งหลายที่ปรากฏให้เห็น มันก็เป็นเพียงแค่รูปถ่ายที่ถูกจำกัดอยู่ในเฟรมให้ผู้อ่านได้รับรู้ จนกระทั่งเรื่องราวต่างๆที่เป็นปมความจริงได้ถูกเปิดเผย...หลังจากนาธานและเคที่ย้ายฐานที่ตั้งของนิตยสารจากเมืองพอร์ตแลนด์ไปยังเมืองโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2015 ทั้งคู่สูญเสียลูกชายอันเนื่องมาจากการที่เคที่คลอด ‘ลีโอ’ ก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียงแค่ 6 เดือน หลังจากนั้นเมื่อเคที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 นาธานก็ออกมาเปิดอกยอมรับว่าเขาเป็นเกย์ ส่งผลให้ทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตแต่งงาน และในช่วงที่เคที่ตั้งท้องได้ 3 เดือน เธอจึงตัดสินใจย้ายกลับไปออริกอนเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น และเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวรอรับลูกสาวที่กำลังจะลืมตาดูโลก

Katie Searle และ Vi ลูกสาวของเธอในรัฐโอเรกอน (Katie สวมเดรสจาก Emilia Wickstead, ตุ้มหูจาก Gabriel & Co และ Vi สวมเดรสจาก Dôen)

Photo: Photo: Chantal Anderson, Style: Ashley Furnival

เมื่อคุณเปิดอ่าน Kinfolk มันอาจจะกระตุ้นให้รู้สึกถึงแรงปรารถนาอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ เป็นการเกิดขึ้นไปพร้อมๆกับความเคลือบแคลงต่อชีวิตที่แสนเพอร์เฟ็กต์ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแกมอิจฉาเวลาเราเห็นหน้าฟีดต่างๆบนอินสตาแกรม มันเป็นความรู้สึกที่พวยพุ่งออกมาโดยมีทั้งความทะเยอะทะยาน และความรู้สึกหมั่นไส้ต่อชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งที่ดูราวกับอยู่ในโลกอุดมคติมากกว่าพวกเรา แต่ในความเป็นจริงแล้วหน้านิตยสารเหล่านั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบอะไรมากไปกว่า ‘ภาพมายา’ และช่างน่าประหลาดเมื่อชีวิตที่แสน ‘ดีเลิศ’ อย่างที่เห็นเป็นเพียงความเพ้อฝันที่สร้างขึ้นมาจากช่องว่างของรอยร้าวแห่งปัญหาที่พบเจอในโลกแห่งความเป็นจริง โดยแสดงออกมาให้พวกเราเห็นในรูปแบบที่อาจดูย้อนแย้งในตัว แต่ในทางกลับกันปัญหาเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยเรื่องราวอันแสนงดงาม

ฉันนัดกับเคที่เพื่อกินมื้อค่ำที่ Ned Ludd ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่น ตกแต่งด้วยโคมระย้า ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสำนักงานเก่าของ Kinfolk ซึ่งปัจจุบันนี้มี ‘Tech Bros’ เป็นผู้ครอบครอง...เธอเล่าว่าเดิมทีร้านนี้มีชื่อว่า Luddite และเคยเป็นร้านที่ทาง Kinfolk ใช้เป็นสถานที่จัดปาร์ตี้ช่วงคริสต์มาส การตกแต่งภายในร้านทำให้นึกถึงช่วงแรกที่ Kinfolk พยายามสะท้อนความสุนทรีย์แห่งวิถีชนบท มีการนำคานไม้ โคมระย้าทองเหลือง กิ่งและผลของต้นสนมาประกอบเนื้อหาในเล่ม และสิ่งที่ชัดเจนในความทรงจำของเธอก็คือ ปาร์ตี้คริสต์มาสในครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบ่งชี้ถึงช่วงเหตุการณ์สำคัญ แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องราวของอีกหนึ่งชีวิต ‘ลีโอ’...เป็นเวลา 4 ปีแล้วที่เคที่สูญเสียลีโอผู้เป็นลูกชาย เธอเห็นชีวิตการแต่งงานของตัวเองต้องสิ้นสุดลงและย้ายกลับมาอยู่ในออริกอนเพื่อให้กำเนิดลูกสาว ‘Vi’ และก็เป็นเวลาเกือบครบปีที่สูญเสีย Joe Ensign Lewis คุณหมอที่เธอตกหลุมรัก ทั้งคู่พบกันหลังวันเกิดครบ 2 ขวบของลูกสาว โจจากไปแบบไม่มีวันกลับเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดจากความประมาทของคนขับคู่กรณี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่โจขับรถตู้ที่เช่ามาเพื่อเดินทางย้ายมาอยู่กับเคที่...ทั้งคู่กำลังจะสร้างบ้านด้วยกัน

Katie Searle และ Vi ลูกสาวของเธอในรัฐโอเรกอน (Katie สวมเดรสจาก Emilia Wickstead, ตุ้มหูจาก Gabriel & Co และ Vi สวมเดรสจาก Dôen)

Photo: Photo: Chantal Anderson, Style: Ashley Furnival

ในวัย 31 ปี เคที่ได้ผ่านภาวะโศกเศร้าที่เกิดจากความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของลูกชาย การต้องเห็นชีวิตแต่งงานสิ้นสุดลง และการสูญเสียคนรัก เธอดูมีชีวิตชีวามากกว่าดูเป็นคนเหนื่อยล้าอันเป็นผลมาจากความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ความเมตตาที่มีเกิดจากการใช้สติปัญญา และนัยตาที่สุกสกาวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเอาชนะเส้นแบ่งระหว่างการเปิดใจยอมรับสิ่งต่างๆและเงื่อนไขที่ผูกมัดตัวเอง ทั้งนี้ Sarah Winward ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานที่ Kinfolk ในเมืองซอลต์เลก รัฐยูทาห์ เรียกภาวะแบบนี้ว่า ‘ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความร้อนรุ่มและสุขุมเยือกเย็น’ เธอเล่าว่าเคที่เป็นคนตัวเล็ก รูปร่างผอมบางราวกับเด็กนักเรียน แต่ฉันจะไม่เอ่ยอะไรแบบนี้หรอก เพราะเธอจะเบื่อกับการที่ได้ยินคนพูดแบบนี้มาเยอะแล้ว

มีหลากหลายเมนูอาหารที่เราสามารถหยิบจากหน้าต่างๆในนิตยสาร Kinfolk ฉบับฤดูใบไม้ร่วงออกมาปรุงได้จริงๆ อย่างปลาเทราต์ยัดไส้เลมอน ขนมปังปิ้งหน้าเห็ด ค็อกเทลกลิ่นเมเปิลผสมโซดาที่สาวเสิร์ฟเรียกมันว่า ‘Agrarian Gatorade’ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่สูตรกสิกร เธอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัยเด็กให้ฉันฟังว่าเติบโตในเขตแมคมินวิลล์ เมืองที่อยู่ในตอนกลางของออริกอน พ่อแม่ของเคที่หย่าร้างกันขณะที่เธออายุเพียงแค่ 6 ขวบ และเธอก็เป็นเด็กที่โตมาจากการเลี้ยงดูโดย 2 ครอบครัว ครอบครัวแรกเป็นคู่เลสเบี้ยนซึ่งเป็นอดีตสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (Mormon) และอีกครอบครัวคือพ่อและแม่เลี้ยงซึ่งเป็นชาว Mormon เช่นกัน เธอยังเล่าเพิ่มเติมว่าการที่ต้องเติบโตมากับการรับรู้เรื่องความเชื่อที่ขัดแย้งกันอย่างฝังลึก ว่าการที่มีแม่เป็นเลสเบี้ยนนั้นผิดต่อคำสอนของศาสนจักร ‘การเป็นคู่รักหญิง-หญิง’ เทียบได้กับบาปที่เกิดจากการก่ออาชญากรรมเลยทีเดียว แต่เท่าที่รู้พวกเธอก็ปฏิบัติตัวเยี่ยงคริสต์ศาสนิกชนทั่วๆไป เคที่จึงสงสัยแนวคิดเรื่องครอบครัวนิรันดร์ และความเชื่อของผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าว่าสักวันพวกเขาจะต้องกลับไปสวรรค์เพื่ออยู่กับครอบครัวนิรันดร์

เธอเจอกับนาธานคนที่ถูกหล่อหลอมมาด้วยความศรัทธาตามวิถีแห่งชาว Mormon ด้วยเช่นกัน ที่ Brigham Young University นาธานขอเธอแต่งงานในป่าฮาวาย ภายใต้กิ่งก้านของต้นไม้ที่ประดับไฟนับ 100 ดวงเมื่อปี ค.ศ. 2009 แม้เคที่ให้สาบานกับตัวเองว่าจะไม่แต่งงานขณะที่อายุยังน้อย แต่ก็ตอบตกลงเพราะคิดว่าชีวิตของคริสต์ศาสนิกชนอย่างเธอนั้นถูกลิขิตโดยพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งย่อมจะยิ่งใหญ่กว่าความต้องการของตัวเอง...นาธานโทร. หา Jill Searle แม่ของเธอเพื่อขอเธอแต่งงาน และบอกกับจิลล์ว่าเขากำลังวางแผนที่จะเป็นหมอและจะอยู่ดูแลเคที่ตลอดไป 2-3 ปีหลังจากนั้นเมื่อนาธานลาออกจากธนาคาร Goldman Sachs เพื่อมาทำนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ จิลล์จึงนึกขึ้นได้ว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับแผนที่จะเป็นหมอ?’ แต่ทั้งนี้นาธานก็ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ จิลเล่าให้ฟังว่า “พวกเราเคยล้อว่าเขานี่หยิบจับอะไรก็ดูเป็นเงินเป็นทองไปหมด” แม้ว่าเขาไม่เคยเอาไอเดียที่ให้ไปใช้เลยก็ตาม (ครั้งหนึ่งจิลล์เคยแนะนำให้ใช้ชื่อ Old  Folk แทน Kinfolk)

เคที่เล่าให้ฉันฟังอีกว่า เธอรักวันเก่า ๆ โดยเฉพาะช่วงแรกของการทำนิตยสาร Kinfolk มากแค่ไหน ช่วงเวลาที่การทำงานนั้นคือ ‘การทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ’ ร่วมกับเพื่อนๆในการถ่ายภาพและออกแบบเล่ม โดยมีเคที่และนาธานทำหน้าที่แพ็กและจัดส่งนิตยสาร Kinfolk ฉบับแรกในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง เธอยิ้มเมื่อนึกถึงตอนที่กำลังถ่ายภาพพุ่มดอกไฮเดรนเยียที่เอามาตกแต่งไอศกรีมโคน วันนั้นเป็นวันที่หนาวมาก แม้ว่าในภาพถ่ายจะไม่สามารถบรรยายให้คุณรู้สึกได้ว่าหนาวเหน็บแค่ไหน ถือเป็นส่วนหนึ่งของความบากบั่นและความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาแสนวิเศษที่พวกเราผ่านพ้นมาด้วยกัน

เธอยังคงโอบกอดช่วงเวลาแห่งความสุขในวันเก่าๆเอาไว้ แต่หลายๆสิ่งก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อทีมงานนิตยสารมีจำนวนเพิ่มขึ้นเธอจึงจำต้องย้ายจากตำแหน่งบรรณาธิการไปเป็นผู้บริหาร ในขณะที่การแบกรับภาระงานของนาธานก็กินพลังงานมากขึ้นเช่นกัน ก่อนจะย้ายฐานที่ตั้งไปยังโคเปนเฮเกนพวกเขาได้ขายบ้านสไตล์ลอฟต์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นเองเคที่กำลังตั้งครรภ์และต้องต่อสู้กับอาการแพ้ท้อง แต่ทั้งนี้เธอก็ต้องฝืนตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาจัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนที่พนักงานคนอื่นๆจะมาถึง เธอเล่าว่า “มันเป็นเหมือนฝันร้าย” ที่การทำธุรกิจมันบุกรุกพื้นที่ในชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะกับการใช้ชีวิตของนาธาน ที่แสดงให้เห็นว่าเขาหมกมุ่นกับเรื่องงานมากแค่ไหน เป็นความย้อนแย้งในตัวสำหรับนิตยสารที่ต้องการนำเสนอแนวคิดสโลไลฟ์กับวิธีสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและเรื่องงาน “พวกเราวุ่นไปกับการทำ Kinfolk เหมือนหนูปั่นจักรตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ฉันไม่ได้หยุดทำอะไรเพื่อตัวเองเลย”

Katie Searle สวมเดรส จาก Johanna Ortiz

Photo: Photo: Chantal Anderson, Style: Ashley Furnival

เมื่อฉันถามเธอว่าการทำนิตยสารเป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันมากน้อยแค่ไหน...มากพอๆกับนาธานหรือไม่? เธอตอบว่าได้ใช้เวลาในชีวิตไปกับการดิ้นรนหาสิ่งที่ชอบและรสนิยมของตัวเองอยู่นานมาก เป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียวที่เธอไม่รู้ตัวว่าชีวิตถูกหล่อหลอมมาอย่างไร อิทธิพลของระบอบปิตาธิปไตยในศาสนจักรมีอิทธิพลต่อชีวิตเธอมากขนาดไหน “เอาเป็นว่าฉันเป็นพวกที่เอาความสุขของตัวเองไปผูกติดกับคนอื่นแบบ 100% และฉันก็คิดว่าได้รับอิทธิพลนี้มาจากศาสนจักรนี่แหละ ศาสนาพร่ำสอนให้มีหน้าที่คอยดูแลผู้อื่น ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นความรู้สึกที่ฝังลงในจิตใจ ทำให้ฉันใช้เวลาในช่วงชีวิตแต่งงานไปกับการดูแลแผนการต่างๆของสามี ทั้งหมดที่ฉันทำไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันจัดการเพื่อธุรกิจ มันคือสิ่งที่นาธานใฝ่ฝัน”

ขณะที่พวกเราขับรถบนทางหลวงในช่วงค่ำเพื่อกลับไปแมคมินวิลล์ เคที่เล่าให้ฉันรับรู้ถึงความรู้สึกที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง เธอเล่าถึงช่วงเวลาที่ตกหลุมรักโจ มันเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2018 ตอนนั้นโจกำลังจะจบหลักสูตรจิตเวชศาสตร์และเขามีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือผู้อื่นชนิดที่ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหว เขามีความสุขไปกับกิจวัตรที่เรียบง่าย เช่น กินฟาสต์ฟู้ด เล่นวิดีโอเกม มักหยอกล้อคนรอบข้างด้วยการเล่นทายคำถาม “รู้มั้ย?...ผมรักคุณนะ” ซาราห์ยังจำได้ถึงตอนที่เคที่พูดถึงโจในช่วงแรกๆ ว่าเขาเป็นเหมือนทั้งเพื่อนและพี่ชาย เขาดูโหวกเหวกโวยวายแต่ “เคที่ก็ชอบโจในวิธีการใช้ชีวิตอย่างไม่เคยรู้สึกเสียดายในเรื่องต่างๆ มันจุดไฟในตัวเธออีกครั้ง” โจเป็นคนที่จริงใจและไม่สร้างกรอบชีวิตให้ตัวเอง ซึ่งต่างกับนาธานที่ค่อนข้างเงียบและต้องการความเป็นส่วนตัวอยู่เสมอ ขณะที่นาธานดึงด้านที่ขึงขังของ เคที่ออกมา แต่โจนั้นเป็นฝ่ายดึงด้านตลกโปกฮาของเธอ” จิลล์แม่ของเคที่เล่าเสริมอีกว่า “ราวกับว่าเขาทำให้เธออกลับมามีชีวิตอีกครั้ง” ตอนที่ทั้งคู่พบกัน โจไม่เคยได้ยินชื่อของ Kinfolk มาก่อน และเคที่ก็ชอบปฏิกิริยาที่โจเป็นแบบนี้ โจไม่ได้ต้องการให้เคที่เป็นภาพเงาที่มีชีวิตเหมือนกับการมีอยู่แค่เพียงในภาพถ่าย แต่เขาต้องการเคที่ที่เป็นตัวตนของเธอจริงๆ

โจเป็นคนที่เอาใจใส่ดูแลลูกสาวของเธอมาตั้งแต่ต้น ในงานวันฮาโลวีนแรกที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ทั้งโจและวีแต่งตัวแฟนซีเป็นผึ้งยักษ์ ส่วนเคที่แต่งเป็นคนเก็บผึ้งที่มีม่านกั้นใบหน้าสีขาวห้อยยาวลงมา วีเรียกเขาว่า “โจ โจ” ซึ่งโจเองก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก เช่น ไปดูไร่ฟักทอง ตัดต้นคริสต์มาส และเคที่เองก็รู้สึกอิ่มเอมที่โจได้รู้จักกับพวกเธอก่อนที่เขาจะจากไป ทั้งคู่ไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากนัก เพราะเจอกันในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2018 แล้วโจก็เสียชีวิตในเดือนมีนาคมปีถัดมา การที่เคที่อาลัยอาวรณ์ในการจากไปของโจไม่ใช่เป็นเพราะสูญเสียเรื่องราวดีๆที่พวกเขาทั้งคู่มีร่วมกัน แต่เป็นการอาลัยต่อสิ่งที่พวกเขายังไม่ได้ทำมันด้วยกัน เช่น การมีลูก การได้เป็นพ่อที่ดีให้กับวี “ฉันไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียวที่ตกหลุมรักเขาและรักมากขนาดนี้ ฉันยินดีกับมันมาก พวกเราไม่เคยมีความรัก มีความรู้สึกแบบนั้นมาก่อน แล้วเราก็สามารถมีประสบการณ์นั้นด้วยกัน”

เมื่อขับรถมาได้ครึ่งทางก่อนที่จะถึงแมคมินวิลล์ เคที่รู้สึกว้าวุ่นใจและเริ่มไถดู GPS แบบกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เธอจำถนนเส้นที่กำลังแล่นผ่านได้ เพราะเป็นที่ที่โจประสบอุบัติเหตุ เธอไม่เคยกลับมาที่แห่งนี้เลย เธอใช้เวลาอยู่หลายเดือนกว่าที่จะกล้าเข้าไปนั่งในรถยนต์อีกครั้ง (แม่ของเธอเป็นผู้พาหลานไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลแทน) ในวันแรกๆที่ยังอยู่ในภาวะโศกเศร้าเธอรู้สึกกดดันที่ต้องแสร้งว่ายังสามารถยิ้มสู้ได้ ทั้งที่นั่นคือการพยายามปกปิดความเจ็บปวดเอาไว้ เพื่อทำให้คนรอบข้างมั่นใจว่าเธอยังไหวอยู่ แต่เธอก็เรียนรู้ที่จะขจัดความรู้สึกด้านลบเพื่อรอให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะแสดงออกถึงความหวัง และเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอรู้สึกอยากทำหลายๆอย่าง เช่น ตะโกนไปบนฟ้าด้วยกันกับลูกสาว หรือขับรถไปในที่ที่เรียกว่า Rage Room (ห้องระบายอารมณ์) ด้วยกันกับแม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคที่สามารถใช้ค้อนที่ได้มาทำลายข้าวของให้พังเพื่อเป็นการระบาย (การทำขวดไวน์ให้แตกเป็นอะไรที่สะใจสุดๆ)

เมื่อฉันถามว่าเธอเคยโอดครวญกับสรรพสิ่งรอบๆตัวบ้างไหม อย่าง ‘พอได้แล้ว!’ อะไรทำนองนี้ เธอตอบว่าเมื่อตอนที่รู้ว่าเสียโจไป เธอย้ำคิดย้ำทำอยู่กับตัวเองว่าฉันรับไม่ได้ ฉันไม่อยากเจอเรื่องแบบนี้ “อะไรที่ออกมาจากปากมีแต่ประโยคที่ว่า ‘ฉันจำอันนี้ได้ ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว’” ร่างกายของเธอจำได้เพียงความเศร้าโศก ต้องการเพียงแค่เอาความรู้สึกแบบนี้ออกไป เหมือนขจัดเอายาพิษออกจากร่างกาย หรือไล่คนที่เข้ามารุกล้ำชีวิตของเธอ แต่ท้ายที่สุดเคที่ก็โอบกอดความเจ็บปวดนั้นไว้กับตัว ราวกับตัวตนข้างในกำลังจัดวางความรู้สึกให้อยู่ในทางเดินที่เป็นร่องลึกอันแสนยาวไกล เธอบอกกับฉันว่าความเศร้าโศกมันไม่ใช่การเดินลอดอุโมงค์แล้วผ่านไปได้ง่ายๆนะ และประเด็นก็คือมันอาจจะไม่ได้ไปโผล่อีกด้านหนึ่งด้วยซ้ำ คุณต้องไม่พยายามฝืนที่จะหนี คุณแค่ต้องเรียนรู้ที่จะแบกรับมันไว้

ในเช้าวันถัดมาท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้าสีเทา ได้กลิ่นของต้นสนและควันไฟ เคที่พาฉันไปดูรอบๆเมืองแมคมินวิลล์ ถนนต่างๆถูกเชื่อมโยงเข้ากับหลายเรื่องเล่าในความทรงจำ ร้านกาแฟที่ใช้ผนังไม้ต้านลมไว้ซึ่งเป็นที่ที่เธอเคยไปสมัยเรียนไฮสกูล ถนนที่เธอได้พบเจอกับเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อตอนที่ย้ายกลับมาจากโคเปนเฮเกน ซึ่งตอนนั้นเธอตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนและก็กลับมาโสดอีกครั้ง เธอยังคงวกกลับมาเล่าเรื่องราวที่ยังคั่งค้างและอัดอั้นใจ “ใช่ ฉันท้อง แต่สามีฉันดันเป็นเกย์ เรากำลังจะหย่า และฉันก็ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวด้วย!”

เคที่มักมีปัญหาในการข้ามถนนอย่างผิดกฎหมาย และเธอก็ไม่เคยดื่มเหล้าจนกระทั่งอายุเข้าวัย 20 กว่าๆ แต่หลังจากที่เสียโจไปเธอต้องการแหกกฎสัก 2-3 ข้อเพื่อเป็นการรำลึกถึงเขา เธอบอกน้องชายว่าอาจจะโทร. จากคุกเพื่อให้มาประกันตัว แต่สไตล์การแหกกฎของเธอก็ไม่ได้ดูวุ่นวายซับซ้อน แถมดูไม่ร้ายแรงเท่ากับการทำผิดกฎหมายอื่นๆ เธอเลิกพูดเอาใจคนหรือพูดในสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยิน และเริ่มซื่อสัตย์ต่อความต้องการและความปรารถนาของตัวเอง มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยืนยันถึงการมีตัวตนซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่การแต่งงานสิ้นสุดลง หนึ่งในนั้นคือการสักตรงบริเวณข้อมือเป็นวลีว่า ‘I love’ ในช่วงที่วียังเป็นทารก ซึ่งวลีนี้เกิดจากการเรียงสลับตัวอักษรระหว่างชื่อของ Leo และ Vi นอกจากนี้หลังการเสียชีวิตของโจ เธอได้พากลุ่มคนที่เธอรักไปสักแทตทูกันทุกคน (คุณต้องไม่ลืมว่าสำหรับชาว Mormon นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก) แทตทูของเธอได้เพิ่มตัวอักษร ‘J’ และผึ้งตัวน้อยๆลงไป เพื่อเป็นตัวแทนของโจ เธอเล่าว่าการสักทำให้รู้สึกเจ็บนิดหน่อย พอรับได้...แต่มันน่าจะเจ็บมากกว่านี้

Chad Ford ศาสตราจารย์และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเธอเรียนมหาวิทยาลัยเล่าว่า การที่เคที่พาเพื่อนๆและคนในครอบครัวของโจไปสักนั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความรู้สึกที่มีร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าเธอ “เธอไม่เพียงติดอยู่ในกับดักแห่งความโศกเศร้า แต่ยังสามารถแบ่งปันความรู้สึกที่มีให้คนอื่นได้รับรู้”...ฟอร์ดเดินทางมาที่ออริกอน 2-3 อาทิตย์หลังที่โจจากไป แม้ว่าเขาเคยเห็นการที่เธอสูญเสียลูกชายมาแล้ว แต่คราวนี้ดูแหลกสลายกว่าที่ผ่านมา “เพราะเคที่เคยไต่ไปยังยอดเขาแห่งความสุข เป็นความสุขที่สุดเท่าที่ผมสัมผัสได้จากเธอ ผมคิดว่าเธอได้พบชีวิตที่ปรารถนา แล้วอยู่ๆก็ล่วงลงมา เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเธอเฝ้าถามตัวเองว่านี่ชีวิตฉันถูกสาปหรือเปล่า?”

เคที่อาศัยอยู่ในบ้านสวนซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่แม่ของเธออยู่มานานหลายทศวรรษ เธอซื้อมาได้ 2 ปีหลังจากย้ายกลับมาแมคมินวิลล์ และก็เล่าว่าการย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ค้นพบความสุนทรีย์ในแบบของตัวเอง หลังจากที่ต้องเก็บกดรสนิยมและความชอบส่วนตัวมานานหลายปี และนี่ก็เป็นบ้านหลังที่โจกำลังจะย้ายมาอยู่ เรื่องที่เธอและเขาถกเถียงกันครั้งสุดท้ายก็คือจะซื้อโซฟาตัวไหนดี “ถ้าให้เปรียบเทียบนาธานคงเลือกโซฟาที่ดีไซน์มากกว่าฟังก์ชั่นการใช้งาน แต่โจนั้นตรงกันข้าม เขาชอบโซฟาที่นั่งสบายโดยไม่สนว่าดีไซน์มันจะเป็นเช่นไร”

เรานั่งบนโซฟาตัวที่เคที่ซื้อมาหลังจากโจเสียชีวิตไปไม่นาน “มันนั่งสบายมาก” และนี่คงเป็นการรำลึกถึงโจไปในตัว แถมยังดูดีมีสไตล์อีกด้วย จะว่าไปแล้วดูราวกับว่าเคที่ได้เลือกผสมแนวคิดทั้งเรื่องของการออกแบบและการใช้งาน ซึ่งเป็นแนวคิดของทั้งโจและนาธาน โซฟาตัวนี้หันหน้าเข้าหาเตาผิงที่เต็มไปด้วยเทียนไข และแทรมโพลีนขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวนหลังบ้าน เคที่บอกเราว่าเธอประกอบมันเองกับมือ “หลักง่ายๆก็คือพยายามอ่านและทำความเข้าใจ”...นี่คือผู้หญิงที่ได้รับสมญานามว่า ‘สง่างาม’ มาตลอดทั้งชีวิต เป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับเคที่ ซึ่งจริงๆแล้วมีคุณสมบัติอย่างอื่นอีก เช่น หนักแน่น มีไหวพริบ และสามารถประกอบแทรมโพลีนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวเธอถึง 2 เท่า “มี 2 สิ่งในชีวิตที่ฉันทำสำเร็จได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง “อย่างแรกคือการคลอดลีโอ และอีกอย่างคือการประกอบแทรมโพลีน”

ทั้งจิลล์และซาราห์บอกว่าเคที่เป็น ‘จอมระลึกถึง’ ในห้องนอนของเธอมีหิ้งที่เอาไว้เก็บของที่ระลึกเพื่อเป็นการรำลึกถึงลีโอ เช่น รอยพิมพ์นิ้วมือและเท้า หมวกไหมพรมที่พวกเขาใส่ให้ลีโอในโรงพยาบาล อัฐิของลีโอที่ใส่ไว้ในโกศ ทั้งนี้ยังมีตุ๊กตาสิงโตที่วีเอาลงมาจากชั้นเพื่อเล่นในบางครั้ง (แต่ทุกอย่างที่วีเอาลงมาแค่แป๊บเดียวเคที่ก็จะเอาเก็บเข้าที่ทันที) เธอเล่าว่า “การเอาโกศผ่านด่านรักษาความปลอดภัยที่สนามบินตอนกลับจากโคเปนเฮเกนนั่นถือเป็นการแสดงความเลิ่กลั่กในที่สาธารณะมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา และเป็นการแสดงออกถึงความเศร้าที่สุดด้วยเช่นกัน แต่ฉันก็ยังอยากเอามาเก็บไว้”

หลังจากคุณหมอได้บอกกับนาธานและเคที่ว่าลีโอมีหัวใจผิดปกติ ทั้งคู่ก็ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ พวกเขาคิดว่าจะตัดใจไม่อุ้มลีโอ แต่ท้ายที่สุดก็ทำไม่ได้ “สิ่งแรกที่นาธานพูดกับเธอ “เขาดูสมบูรณ์แบบมาก” เคที่เล่าให้ฉันฟังว่าลีโอนั้นดูเหมือนเด็กทารกปกติทั่วๆไป ตัวเล็ก เงียบ และนิ่ง ซึ่งเธอคิดว่าถ้าคนอื่นๆเห็นหิ้งที่ตั้งเพื่อไว้ระลึกถึงลีโอแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ...ซึ่งก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่บางทีการมีหิ้งแบบนี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาที่ได้เผชิญหน้ากับความโศกเศร้า เพราะมันมีความงดงามซ่อนอยู่ นั่นคือการพยายามผ่านพ้นความเจ็บปวดด้วยการปกปิดมันเอาไว้ และความงดงามอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การพยายามผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดด้วยการยอมรับไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังที่มีสำนวนจีนประโยคหนึ่งว่าไว้ ‘ก่อนที่คุณจะเอาชนะอสูรร้าย คุณจะต้องทำมันให้ดูงดงามเสียก่อน’ และนี่คือความงดงามที่ฉันสัมผัสได้ในบ้านของเคที่ เจ้าอสูรร้ายที่ถูกเปลี่ยนโฉมไปแล้ว ถือเป็นการแบกรับความเศร้าโศกแทนที่จะหลบหนีมัน

“บางคนไม่รู้ว่าฉันมีลูก 2 คน” เคที่ยังคงเล่าต่อ “ฉันมีลูกสาวและลูกชาย” เธอบอกว่าถ้าคุณสูญเสียลูกไปตั้งแต่ตอนเป็นทารก คุณอาจกำลังอาลัยอาวรณ์อยู่ก็ได้ “วาดฝันไว้ว่าถ้าเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร และอยากมีประสบการณ์ร่วมไปกับพวกเขา” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เธอมีให้ทั้งกับลีโอและโจ

หอยแมลงภู่ที่เคที่เอามาปรุงสำหรับมื้อเที่ยงของเรานั้นเคี่ยวด้วยกะทิ...ใช่แล้ว! เธอเอามาจากนิตยสาร Kinfolk ฉบับต้อนรับฤดูหนาว แต่มันก็ขายได้ไม่เยอะเท่าที่ควร เนื่องด้วยความลำบากในการขนส่ง ทั้งนี้นาธานก็เคยทำหอยแมลงภู่ให้เคที่ในโอกาสพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันที่โคเปนเฮเกน แต่เธอไม่เคยลองทำเมนูนี้ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง เธอเคยคิดว่าตัวเองห่างไกลจากการเป็นภรรยาที่ดี และไม่เก่งเรื่องการเป็นแม่ศรีเรือนอย่างเรื่องการทำอาหาร แต่ทุกวันนี้เธอสามารถทำได้สำเร็จแล้ว ขณะที่พวกเรากำลังกินมื้อเที่ยงที่ดูมีสไตล์นี้ เคที่ก็ชี้ให้เห็นเรื่องจริงในชีวิตที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่เห็นในนิตยสาร อย่างเช่นเคาน์เตอร์ที่ดูไม่เป็นระเบียบ สิ่งที่ทำให้ฉันฉุกคิดก็คือ การที่เธอเลือกหยิบเฉพาะสิ่งที่เธอรักจากโลกในนิตยสารออกมา อาหารที่เป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ความสัมพันธ์และความห่วงใยของผู้คนแนบแน่นมากยิ่งขึ้น การกักเก็บความทรงจำเอาไว้ และการเลือกทิ้งบางอย่างที่แย่ๆเอาไว้เบื้องหลัง

หลังจากอาหารเที่ยงเคที่พาฉันไปที่โรงเรียนอนุบาลของลูกสาว และดูงานแสดงเทศกาลที่จัดขึ้น วีร้องเพลง ‘Jingle Bells’ ในชุดกระโปรงลายลูกกวาด และเมื่อวีโบกมือมาทางแม่และยายท่ามกลางผู้ชมคนอื่นๆ มันทำให้เกิดความรู้สึกสุขใจ และแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้ง 3 วัย มันคือความสุขที่เกิดจากการย้อนเห็นภาพในอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เฉกเช่นที่จิลล์เคยอุ้มร่างของหลานแรกเกิด และพาลูกสาวที่ตั้งท้องกลับบ้านหลังจากชีวิตแต่งงานได้สิ้นสุดลง หรือยืนอยู่เคียงข้างเคที่ในวันที่วีลืมตามาดูโลก ทั้งจิลล์และเคที่ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่เปรียบได้กับการที่พวกเธอทั้งสองต้องต่อสู้ท่ามกลางพายุฟ้าคะนอง

ขณะพวกเรามองดูวีที่กำลังใส่แว่นเป็นรูปกวางเรนเดียร์อยู่นั้น มันเหมือนกับบทเรียนชีวิตของเคที่ที่ว่า ไม่มีชีวิตใดที่ไม่เคยเจอบททดสอบ หรืออย่างน้อยที่สุดในชีวิตหนึ่งต้องเคยเจอบททดสอบอะไรสักครั้ง แม้ว่าเป็นเรื่องราวแห่งการสูญเสีย แต่มันก็ยังมีเรื่องราวของความรัก ความเอาใจใส่ด้วยเช่นกัน เหมือนความรักที่แม่มีต่อลูกสาว เหมือนกับที่จิลล์เข้าใจความรักของลูกสาวที่มีต่อลูกสาวของตน ความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นและสามารถเกิดขึ้นได้ในดินแดนที่แสนเศร้า มันคือเรื่องราวของคนหนึ่งคนที่ได้ละทิ้งความเชื่อเกี่ยวกับครอบครัวนิรันดร์ของศาสนจักร และได้ค้นพบความรัก ความรู้สึกที่เรียกว่าครอบครัวซึ่งต่างไปจากเดิม เป็นความมั่นคงในชีวิตที่เป็นอยู่ นี่คือเรื่องราวที่อาจไม่ได้ดูสวยงามตามสไตล์ของ Kinfolk แต่เป็นนิยามแห่งความงดงามในแบบของตัวเอง เป็นความงดงามที่เกิดจากการสูญเสียคู่ชีวิต และสร้างความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตใหม่ ‘พอกันที!’ และจงตื่นขึ้นมาเพื่อมีชีวิตสำหรับวันข้างหน้ากันเถอะ แม้ว่าจะท้อแค่ไหน เคที่ได้บอกกับฉันว่า “พวกเราก็แค่หาวิธีที่จะก้าวต่อไป…แม้มันจะเจ็บปวดก็ตาม”

เคที่ในวันนี้ดูเป็นคนเข้าใจชีวิตจริงๆ ไม่ใช่พยายามเสแสร้งแกล้งทำ “ฉันรู้สึกว่ามันพังทลาย แต่ทุกอย่างก็ยังคงดูปกติ” เธอเล่าเพิ่มเติมว่า “ราวกับส่วนหนึ่งของชีวิตได้หายไป แต่ฉันก็พบอีกด้านในตัวเอง…ฉันรู้สึกขอบคุณแม้ต้องพรัดพรากกับหลายๆสิ่ง” เธอไม่คิดว่าชีวิตคือการค้นหาความสุขอีกต่อไป ราวกับว่าได้เจอจุดหมายปลายทางแล้ว ปลายทางที่เธอสามารถอาศัยอยู่ได้ชั่วนิรันดร์ ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่ต้องก้าวข้ามไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่ชีวิตต้องพบเจอ ดังนั้นเคที่จึงอนุญาตให้ชีวิตในปัจจุบันแบกรับเศษซากแห่งความทุกข์ที่ยังคงเหลือ เธอสามารถเปลี่ยนให้อสูรร้ายตัวนั้นงดงามได้… เป็นการยอมรับทั้งสิ่งที่สูญสลายและยังคงมี ยอมรับกับการที่ต้องสูญเสียและได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ

Katie Searle สวมเดรส จาก Johanna Ortiz

Photo: Photo: Chantal Anderson, Style: Ashley Furnival

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH