SIGNATURE

"โอตกูตูร์ยังไม่ตาย !" แถมยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่า

เมื่อมาถึงคราวที่โลกแฟชั่นชั้นสูงพากันปรับตัวกันอีกครั้ง

03 MAY 2021
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

ในโลกแห่งความหวังนั้นเราภาวนาให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบไปในเร็ววัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ในอังกฤษเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการระบาดครั้งนี้ส่งผลเป็นวงกว้างครอบคลุมประเทศใกล้เคียง โดยหนึ่งในนั้นคือฝรั่งเศสที่ทุกเดือนมกราคมของแต่ละปีจะมีการจัดงานแฟชั่นวีกหลัก 2 รายการคือ Paris Men's Fashion Week โชว์ผลงานสำหรับฤดูหนาวของปี และ Haute Couture Week แสดงผลงานคอลเล็กชั่นชั้นสูงสำหรับฤดูใบไม้ผลิ แต่ด้วยมาตรการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นและสถานการณ์โลกไม่เอื้ออำนวยให้จัดงานใดๆ หลายห้องเสื้อซึ่งถือเป็นดาวเด่นประจำกูตูร์วีกจึงทยอยออกมาประกาศเลื่อนการจัดโชว์ ไม่ว่าจะเป็น Gaultier Paris ไลน์ชั้นสูงของ Jean-Paul Gaultier ที่สร้างสรรค์โดยนักออกแบบรับเชิญรายแรก Chitose Abe แห่งแบรนด์สุดฮิบ Sacai ซึ่งการเลื่อนคราวนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ต่อด้วยคอลเล็กชั่น Artisanal ของ Maison Margiela แบรนด์ขวัญใจสาวหรู Ralph & Russo และแบรนด์คู่พรมแดงอย่าง Elie Saab ส่วนเจ้าที่ยังจัดอยู่ก็มีมาตรการเข้มโดยต้องปลอดผู้ชมและใช้วิธีไลฟ์สตรีม

แต่ในขณะที่หลายคนเป็นห่วงอนาคตของโอต กูตูร์ ซึ่งถือเป็น ‘ต้นน้ำแห่งโลกแฟชั่น’ (เพราะทั้งคอนเซ็ปต์ รูปแบบ และเทคนิคการตัดเย็บ จะถูกถ่ายทอดสู่คอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปสำหรับสตรีฤดูกาลถัดไปที่จะแสดงผลงานในเดือนมีนาคม) เนื่องจากตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนทิศทางการออกแบบอาภรณ์ชั้นสูงเหล่านั้น จากเดิมที่ดูหรูหราพาฝันมาเป็นกูตูร์ที่ดูเรียบ (กว่าเก่า) ง่าย (ต่อการใส่ได้ในชีวิตจริง) เพื่อตอบสนองความต้องการของบรรดาเศรษฐีนียุคใหม่ที่ต้องการชุดหรูเอาไว้ใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่มีไว้เพียงแค่สวมสำหรับออกงานสำคัญอย่างกาลาดินเนอร์และงานแพรมแดง อีกทั้งเกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา รายที่เป็น ‘แม่แบบด้านสไตล์’ ของชุดราตรีอย่าง Versace ก็เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอผลงานสำหรับไลน์ชั้นสูง Atelier Versace จากเดิมเป็นโชว์ที่คลาคล่ำไปด้วยเซเลบริตี้ระดับ A+ มาเป็นพรีเซนเทชั่นส่วนตัวในโรงแรมหรู Four Seasons Hotel George V กลางกรุงปารีสก่อนที่จะปล่อยลุคบุ๊กและวิดีโอแคมเปญออกมาภายหลัง ส่งผลให้หลายกูตูร์เฮ้าส์เห็นเป็นตัวอย่างและเดินรอยตาม เมื่อทั้งหมดมาประจวบกับวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 2 คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญในโลกแฟชั่นตลอดระยะเวลา 10 ปีนี้ ‘จุดอวสานของโอต กูตูร์มาถึงแล้วหรือ?’ จึงดังขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 2021

“โลกของโอต กูตร์กำลังแข็งแกร่งขึ้น” Ralph Toledano ประธานสมาพันธ์โอต กูตูร์และแฟชั่นแห่งฝรั่งเศส (Fédération de la Haute Couture et de la Mode) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้อย่างหนักแน่นกับทาง WWD ในช่วงเปิดแฟชั่นวีกชั้นสูงฤดูกาลสปริง 2021 รวมทั้งเรื่องวิกฤตที่กำลังเผชิญ ความท้าทาย และโอกาสที่จะทำให้โอต กูตูร์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 4 วันที่มีการแสดงผลงานของเมซงที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ราว 20 ราย และแขกที่ได้รับเชิญมาร่วมสร้างสีสันอีก 10 กว่ารายที่ยังคงยืนกรานว่าจะจัดโชว์ตามเดิม ได้ร่วมกันแสดงถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์ของการตัดเย็บ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เสื้อผ้าชั้นสูงเหล่านั้นแตกต่างจากเสื้อสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายทั่วๆไป “โอต กูตูร์นั้นถูกกำหนดด้วยกฎที่เข้มงวดเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบมาอย่างยาวนาน” นับตั้งแต่ที่ Charles Frederick Worth ก่อตั้งกูตูร์เฮ้าส์หลังแรกในกรุงปารีสเมื่อ 163 ปีที่แล้ว จนถึงช่วงเวลาที่รัฐบาลของฝรั่งเศสเล็งเห็นถึงความสำคัญและจดทะเบียนศัพท์ ‘Haute Couture’ ในปี ค.ศ. 1945 (จึงทำให้ใครเอาคำนี้ไปใช้แบบพร่ำเพรื่อไม่ได้) นับแต่นั้นเป็นต้นมา บรรดากูตูร์เฮ้าส์ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด เป็นดังที่กูตูริเยร์ผู้ล่วงลับ Karl Lagerfeld เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ลูกค้าของแบรนด์ทราบดีว่ากูตูร์ของ Chanel นั้นต่างจากเสื้อสำเร็จรูปที่ขายอยู่ในบูติก แม้กูตูร์ชิ้นนั้นเป็นเชิ้ตที่อาจดูธรรมดา แต่รับรองว่าไม่มีทางธรรมดาแน่นอน”

ถึงแม้ตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษที่ผ่านมามีกฎเข้มงวดเพื่อควบคุมคุณภาพผลงานของสมาชิก แต่กระนั้นในช่วงระยะเวลา 30 ปีให้หลังทางสมาพันธ์ก็ได้ลดหย่อนกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อให้สมาชิกภาพของสมาชิกยังคงต่อเนื่อง และเป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์ระดับไฮเอนด์ และนักออกแบบมากความสามารถได้นำผลงานมาร่วมแสดงในสัปดาห์อันทรงเกียรติ โดยวิสัยทัศน์ในการผนวกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเข้ากับแนวทางปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับวิถีแห่งโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนไปเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ยุคที่ Dominique Strauss-Kahn รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นต้องการเห็นโอต กูตูร์ปรับตัวให้อยู่รอดในโลกปัจจุบัน ปีค.ศ. 1993 เราจึงได้เห็นนักออกแบบหน้าใหม่ฉายา ‘คู่หูนักประดิษฐ์แห่งโลกแฟชั่น’ Viktor & Rolf เปิดตัวกูตูร์แนวอาวองต์การ์ด ตามด้วยปี ค.ศ. 1996 ที่เด็กแสบแห่งโลกแฟชั่น Jean-Paul Gaultier ถูกเทียบเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก มีการเปิดตัวกูตูร์สำหรับผู้ชายเป็นครั้งแรก (ซึ่งถือเป็นเรื่อง ‘ว้าว!’ ของยุคนั้น) สำหรับคอลเล็กชั่นชายประจำฤดูหนาว 1996 ก่อนจะเปิดตัวไลน์ชั้นสูงในชื่อ ‘Gaultier Paris’ อย่างเป็นทางการในต้นปี ค.ศ. 1997 หรืออีกตัวอย่างคือเมื่อโลกแฟชั่นเข้าสู่ยุค 2010s เมซง Givenchy ที่ประกาศยุติการแสดงโอต กูตูร์ไปนานเกือบ 3 ปี (เข้าข่ายนำเสนอผลงานไม่ต่อเนื่อง) เมื่อกลับมาเปิดตัวอีกครั้งกลางปี ค.ศ. 2015 ก็นำผลงานเพียง 11 ลุค (น้อยกว่าที่กำหนด) ไปจัดแสดงร่วมกับโชว์ของผู้ชาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ แม้แต่ในฤดูกาลล่าสุดก็ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่แกะกล่อง ‘AZ Factory’ ของนักออกแบบที่หลายคนหลงรัก Alber Elbaz มาร่วมจอยในกูตูร์วีก ด้วยเหตุผลที่ว่านักออกแบบผู้นี้มีความสามารถเทียบเท่ากับเหล่ากูตูริเยร์ชั้นยอด

แล้วในเมื่อโอต กูตูร์มีการปรับตัวมาตลอดทุกยุคสมัย ทำไมจึงมีการคิดกันว่า ‘โอต กูตูร์ใกล้ตายเต็มที?’ ซึ่งผู้ที่ทำนายว่าเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษใหม่ที่ผู้คนคลั่งไคล้เสื้อผ้าสำเร็จรูป และการรุกรานของธุรกิจฟาสต์แฟชั่น ‘จะถึงจุดอวสานของโอต กูตูร์’ จนกลายเป็นประเด็นร้อนคือ Pierre Bergé พาร์ตเนอร์คนสำคัญของอีกหนึ่งกูตูริเยร์ผู้ล่วงลับ Yves Saint Laurent แต่เมอซิเออร์แบร์เชที่กล่าวว่า ‘โอต กูตูร์จะตายไปพร้อมกับ Yves Saint Laurent’ ห้องเสื้อที่ปิดแผนกกูตูร์ไปในปี ค.ศ. 2002 นั้นดูจะคิดผิดอย่างสิ้นเชิง เมื่อโอต กูตูร์สามารถอยู่ได้มาจนถึงยุคปัจจุบัน และนอกจากไม่ตายแล้วยังแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย แม้แต่เมซง Balenciaga ที่ได้ Demna Gvasalia นักออกแบบที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำสายสตรีตในยุคปัจจุบัน และเป็นผู้ปลุกกระแส anti-fashion ให้ฟื้นคืนชีพ มากุมบังเหียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 ยังออกมาประกาศว่าจะหวนคืนสู่โลกโอต กูตูร์อีกครั้งหลังปิดแผนกนี้ไปนานถึง 52 ปี แบรนด์หรูของอิตาลี Fendi ที่มีคอลเล็กชั่น Haute Fourrure ยังเปิดโอกาสให้ Kim Jones นักออกแบบที่มีประสบการณ์ด้านเสื้อผ้าชายมาตลอดทั้งชีวิตเข้ามารับผิดชอบคอลเล็กชั่นสำหรับสตรีและกูตูร์ โดยใช้โอต กูตูร์วีกฤดูกาลล่าสุดเปิดตัวงานแรกของโจนส์ เป็นกูตูร์สำหรับฤดูร้อนที่ใส่ได้ง่ายกว่ากูตูร์ปกติของแบรนด์ที่จะโชว์เพียงช่วงฤดูหนาว ในขณะเดียวกันทางสมาพันธ์ยังได้รับใบสมัครจากแบรนด์ที่ต้องการเป็นสมาชิกอีกจำนวนมาก ดังนั้นคำถามน่าสนใจจึงอยู่ที่ ‘อะไรคือเสน่ห์และจุดแข็งที่ทำให้โอต์กูตูร์แกร่งกว่าเก่า?’

คำตอบเป็นเพราะ ‘โอต กูตูร์สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์’ มนตร์เสน่ห์แห่งโอต กูตูร์ยังสามารถมัดใจลูกค้าเงินหนาทั้งหน้าเก่าและใหม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบชนิด ‘ไม่ซ้ำใคร’ อย่างไม่มีเสื่อมคลาย โดยโลกของโอต กูตูร์ที่ว่าด้วยความสมบูรณ์แบบและระดับชนชั้นสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่แม้จะเป็นสัตว์สังคม แต่ในกลุ่มทางสังคมยังคงรักความแตกต่างที่เป็นปัจเจก ควบคู่กับรสนิยมชมชอบความ ‘เหนือระดับ’ มานานหลายชั่วอายุคน ความแตกต่างที่ว่านี้มีทั้งเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน ชื่อเสียงเกียรติยศ และสถานะ ดังนั้นการแต่งกายซึ่งถือเป็นการบ่งบอกสถานะและสะท้อนภาพการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างง่ายที่สุดจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ‘แล้วจะมีอะไรที่สามารถตอบสนองความต้องการที่ว่านี้ได้ดีไปกว่าโอต กูตูร์?’ อีกทั้งในขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนของเศรษฐีรายใหม่เพิ่มมากขึ้น และเทรนด์ของโอต กูตูร์ที่เป็นการลดทอนรายละเอียดของผลงานแนวดรามาติกอย่างที่ได้รับความนิยมในช่วงปลายยุค ’90s-2000s มาสู่วิถีแฟชั่นชั้นสูงที่ใส่ได้จริง นอกจากช่วยลดในส่วนของต้นทุนการผลิต ลดเวลาการตัดเย็บ ทำให้ทีมช่างมีเวลาสร้างสรรค์จำนวนลุคเพิ่มขึ้นแล้ว ยังขายได้ง่ายกว่าเดิม และแน่นอนว่าที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ...กำไรที่มากขึ้น

การอยู่รอดของเสื้อผ้าชั้นสูงเหล่านี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์และชื่อเสียงของเมืองหลวงแห่งโลกแฟชั่นอย่างปารีส เพราะไม่เพียงเป็นศูนย์กลางของศิลปะ ความงาม และสินค้าหรูหรา แต่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยมือของมนุษย์ยังสะท้อนภาพงานฝีมือที่ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญ เป็นมรดกตกทอดทางความคิดจากรุ่นสู่รุ่น ที่ไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกประเทศในโลก โอต กูตูร์คือนิยามของ ‘ศิลปะที่สวมใส่ได้’ เป็นการแสดงออกถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงภาพลักษณ์ของประเทศเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นห้องทดลอง เป็นที่ประชัน แชร์ไอเดีย และเป็นที่โชว์ภูมิปัญญาของเหล่าทีมช่างมากประสบการณ์ อย่างที่กูตูร์เฮ้าส์เก่าแก่ Chanel ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองในการช่วยเหลือซัพพลายเออร์ จัดหาเงินทุนและให้ความรู้ผ่านทาง École de la Chambre Syndicale de la Couture ซึ่งได้รวมเข้ากับ Institut Français de la Mode แล้วไหนจะเป็นการที่กูตูร์เฮ้าส์หลายหลังต่างทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนแวดวงศิลปะมานานหลายทศวรรษ เรียกได้ว่าไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์สง่างามให้แก่ฝรั่งเศส แต่คนในประเทศนี้ยังเติบโตมาพร้อมการได้สัมผัสคุณค่าของงานสร้างสรรค์ และรับรู้ถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของโลกพาณิชย์ศิลป์ในรูปของเสื้อผ้าแฟชั่น ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนจะยอมให้ศาสตร์ในการตัดเย็บแขนงนี้ซึ่งมีความสำคัญในฐานะต้นน้ำแห่งโลกแฟชั่นต้องเหือดแห้งไป

คำพูดของ Donatella Versace ที่ว่า “การเป็น ‘ต้นฉบับ’ ในงานสร้างสรรค์ที่มาพร้อมคุณภาพนี่เองที่กูตูร์เฮ้าส์หลายหลังนำมาใช้เป็นยาถอนพิษจากธุรกิจแฟชั่น” จึงน่าจะสรุปภาพรวมที่ทำให้โอต กูตูร์แข็งแกร่งขึ้นได้ดีที่สุด พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ การเป็นต้นฉบับ และการปรับตัวให้สอดคล้องกับรสนิยมของเศรษฐียุคใหม่คือสิ่งที่โลกของโอต กูตูร์เป็นในทศวรรษที่ 2020

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH